อะไรซักอย่าง...ของแสงแรก

posted on 04 May 2012 20:39 by ninesun  directory Diary, Idea
 
นั่นสิ...มันคืออะไรกันนะ...ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน
คือวาดภาพนี้ เอาลงเฟส  ถามเพื่อนหลายคนก็ไม่มีใครรู้
ไม่สิขนาดผมวาดเองผมยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร- -
 
ก็นะ...ก็ครับช่วงนี้ไม่ได้เขียนเรื่องสั้นเลยอะครับ
หัวไม่แล่นเท่าไรวันก่อนก็ไปดูหนังมาสนุกดีครับ
แต่โปรเจกไม่เดินเลยนี้สิคิดหนัก

อ่อ...โปรเจกหรอก็นะ
คือช่วงนี้เท่าที่รู้ว่าจะทำก็มี...
ก็ตอนนี้กำลังทำหนังสืออยู่เล่มหนึ่งครับ...ชื่อ "บันทึกหนักๆ เมื่อยามหลับตาของวันพรุ่งนี้"
ผมพยายามเอารูปเล่มที่เสร็จแล้วลงแล้วนะแต่ว่ามันอัพลงไม่ได้ พยายามแล้วครับ พอไม่ได้ซักทีก็ไม่เอาลงแมร่งและ- -(มักง่ายเกิน   เอาเป็นว่าไปดูในเฟศผมนะครับ http://www.facebook.com/photo.php?fbid=2590749507240&set=t.1809702129&type=3&theater)
 
ครับ...ก็งานนี้มันสืบมาจาก วิชา งานเขียนเชิงสร้างสรรค์ น่ะครับ
ผมชอบวิชานี้นะคิดว่าชอบ แต่ไม่ค่อยชอบครูผ้สอนอะนะ- -
เอ่อ...ไม่สิต้องบอกว่าจารย์แกไม่ใช่สเป็กของผมน่ะ- -
เอาน่าช่างมัน  คือมันเป็นงานให้รวมเล่มผมก็เกิดคึกอะไรไม่รู้...ทำเป็นหนังสือเลยเนี่ยละ...ก็เลยออกมาเป็นเล่มนี้
เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้น4เรื่องครับผมกับเพื่อนอีก3คนเป็นคนเขียน... ก็นะ
ก็รู้สึกว่าอยากทำขายซะด้วยสิ...แต่4เรื่องเองนะ- -
เฮ่อช่างมันไว้ ยังไงมาพูดอีกทีละกัน
 
แล้วก้มีโปรเจ็กที่จะทำหนังสือรวมเรื่องสั้น(อีกละ- -)....
ทำคนเดียวครับ...หมายถึงส่งต้นฉบับไปที่สำนักพิมพ์น่ะ- -(จะไหวมั้ยน่อ- -)
 
แล้วก็ยังมีอีกอย่างนึงครับ...เอ่อ...ขอเข้าห้องน้ำแปป
 
 
 
 
 
 
โอเคมาละ...คือโปรเจกเนี่ย
คือผมอยากทำรายการรีวิวหนังสืออะครับ...
 
ครับ...อย่าตกใจดิ...แต่ตอนผมคิดได้ผมก้ตกใจนะ- -
 
ก็เป็นคนที่อ่านหนังสือในระดับหนึ่งนะ...ถึงไม่มากก็เหอะแต่ว่าอยากทำอะครับ- -
 
เหอะๆ...ก็นะไม่รู้เทปแรกจะเสร็จเมื่อไร...จะออกมาเป็นยังไงก็ยังไม่รู้เลย
 
เปิดเทอมก็จะขึ้น ม.6แล้วด้วยสิ...
รู้สึกชีวิตวุ่นวายครับ
แต่ก็นะ
 
แอดกลางสอบนู้นนี้นั้น
ไว้มีอะไรที่เป็นรูปเป็นร่างจะมาบ่นให้ฟังอีกนะครับ- -
 
ลงนาม::แสงแรก
 
 
 

edit @ 10 May 2012 18:28:45 by //แสงแรก\\

edit @ 10 May 2012 18:30:10 by //แสงแรก\\

ถนนข้างๆ

posted on 02 May 2012 09:52 by ninesun  directory Fiction, Diary, Idea

เวลาเดินกับใครบางคน...

ที่คุณให้ความสำคัญ

หรือเขาให้ความสำคัญกับคุณ

ทั้งๆที่เขาคนนั้นก็ไม่ได้สำคัญเท่าไร...

 

คุณเดินอยู่ตรงไหนนะ?

นั่นสิ...ว่าแต่ใครนะที่เดินกับคุณ...

.........

......

....

...

..

.

แต่จะว่าไป...

 

คุณหาคนที่จะเดินไปด้วยกันก่อนดีกว่ามั้ย...

 

 

โอเค...ผมขอโทษ

ห๊ะ...ผมไม่ได้ทำผิด   แต่ทำไมผมถึงรู้สึกผิดนะ

จริงๆนะผมไม่ได้ทำอะไรผิดซักหน่อยเพราะงั้นอย่าทำหน้าเหมือนผมพูดแทงใจดำจนคุณอยากซัดหน้าผมสิ

 

โอเคๆ...ผมไม่แซวละ

 น่าๆ...อย่าทำพ่อง้อแม่งอลอยู่เลย  เดี่ยวผมจะเล่าเรื่องของผมให้ฟังก็ได้แม้คุณจะไม่อยากฟังก็เหอะ...

 

 

เปล่านะ...ผมไม่ได้เยาะเย้ยคุณซักหน่อย...ผมแค่กำลังจะเล่า

 

 


 

ใจเย็นหน่อย...ผมกำลังจะเล่าไง

 

 

 


กำลัง...โหลด

 

 


 

 

เล่าแล้วก็ได้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วห่างจากพ.ศ.ที่เป็นอยู่ไม่มากเท่าไรอันที่จริงมันก็คือ พ.ศ. ที่มันเป็นอยู่เนี่ยละ

ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ความเจริญยังเข้าถึง 

มีถนน

มีผู้คน

มีต้นไม้

มีหมา

มีแมว

มีบ้าน(แน่นอนต้องมีบ้านเพราะมันเป็นหมู่บ้าน)

 

ผมก็อยู่ในหมู่บ้านที่ว่าเนี่ยละ

อ่อลืมบอกไปหมู่บ้านนี้มีโรงเรียน

 

เฮ้...อย่าพึ่งทำหน้าเหยเก ซิ

ตามหลักดรงเรียนมีไว้ทำอะไรกันละ...แน่นอนว่าโรงเรียนน่ะมันมีมานานแล้วละแล้วก็มีหลายที่ยังกับดอกเห็ดแน่ะ

โรงเรียนเป็นสถานที่เพื่อการศึกษา ให้เด็กที่ไม่มีการศึกษาได้มีการศึกษา ถ้าคิดแบบให้ดูดีมันเป็นแบบนั้น

แต่ในความคิดผมมันตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง...เอาเหอะอย่าไปสนใจเรื่องโรงเรียนเลย

มันก็แค่ส่วนหนึ่งในชีวิตที่ผมต้องเจอน่ะนะ

ตื่นแต่เช้าเดินเท้าประมาณ400เมตรจากหน้าบ้านเข้าโรงเรียนให้ทันก่อนเวลา8โมง

โอเคนะ...

 

“ลูกสนตื่นได้แล้ว หนูนาเขามารอตั้งนานแล้วนะ” เสียงของแม่...มีอนุภาพยิ่งกว่าระเบิดปรมาณู ที่ลง ฮิโรชิมาตอนสงครามโลกครั้งที่สองอีกนะ

ผมรู้ได้ทันทีเลยว่าถ้าไม่รีบฝืน สังขานตัวเองเข้าห้องน้ำ อาบน้ำแปรฟันแล้วก็ใส่ชุดนักเรียน  คงมีระเบิดลูกที่สองลงที่นางาซากิด้วยเป็นแน่ๆ...แต่ก็อย่าว่านั่นละ  ‘ไม่ใช่ประเด็น’

 

จริงๆนะ...ไม่ใช่ประเด็น

และเพื่อป้องกันไม่ให้ระเบิดปรมาณูลงที่นางาซากิ อีกที่ผมคงต้องลุกไปโรงเรียนแล้วละ...ลาก่อนเตียงนอนอันแสนสงบของข้า

และก็ยังไม่ใช่ประเด็นอยู่ดี

“เร็วๆสิลูกสนปล่อยให้หนูนาเขามารอทุกวันมันไม่ดีนะ”เสียงของแม่ที่ลดอนุภาพลงมาแล้ว แต่ในความเป็นจริงผมก็ไม่สามารถช่วยนางาซากิและฮิโรชิมาได้อยู่ดี (เพราะผมยังไม่เกิดเลย...แน่นอนมันไม่ใช่ประเด็น)

“คร้าบๆ”เสียงผมดูเศร้าๆนะ คงเพราะไม่สามารถปกป้องฮิโรชิมาได้ละมั้ง

ผมหยิบขนมปังจากห่อมา4แผ่นและนมรสกาแฟอีกสองกล่องในตู้เย็น

“ไปละคร้าบบ”ผมเดินออกจากบ้านแสนสุขอย่างไม่เป็นสุขเท่าไรในความคิดยังคำนึงถึงเตียงนอนอยู่ทุกลมหายใจ

 

“สายเสมอเลยนะสน”นาหรือหนูนา  เพื่อนสมัยเด็กจนถึงตอนนี้บ้านนาอยู่เกือกหน้าหมู่บ้าน ทุกเช้าจึงมารอผมที่บ้านอยู่ห่างจากโรงเรียนไม่ไกล มันก็ไม่เลวร้ายนักหรอนะ

ว่ากันว่าวัยรุ่นชายโสดผู้โหยหาความรักทั้งหลาย...ไอ้การมีสาวน้อยน่ารักมารอหน้าบ้านตอนไปโรงเรียนเนี่ย...ถือเป็นความฝันสูงสุดเลยทีเดียว

แต่ในชีวิตจริงมันก็ไม่ได้หวานแหววน่ายินดีอะไรขนาดนั่น...แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายซะทีเดียวหรอก

เอาเป็นว่า...นี้ก็...

“ไม่ใช่ประเด็นซักหน่อย”ผมพูดออมาขณะที่เดินอยู่ริมถนนโยที่นากำลังเข็นจักรยานตามมา

“นายจะบอกว่าเข้าช้าก็ไม่เป็นไรหรอ”

“เปล่าแค่จะบอกว่ายังไงก็เข้าแถวทันอยู่แล้ว”ผมบอกทั้งๆที่ยังมีขนมปังอยู่ในปาก

…………

“บอกแล้วไงว่าทัน”แน่นอนว่าเกือบไม่ทัน

“ครั้งหน้าฉันไม่รอนายแล้วนะ”นาพูดทั้งๆที่ยังเหนื่อยอยู่แม้จะนั่งอยู่ในห้องเรียนแล้วก็ตาม

มันก็ไม่เลวเท่าไรหรอกนะที่มีคนมาโรงเรียนเป็นเพื่อนน่ะ...ละมั้ง

 

 

ตกเย็น...

และแล้วก็จบไปอีกหนังวัน ในการศึกษาหาความรู้(แน่นอน ว่าในความหมายที่สวยหรู)

“ไอ้สน...เตะบอลกัน”เพื่อนกลุ่มเดิมที่รู้จักกันมานานพอสมควร  ตะโกนเรียกผมให้รีบไปช่วยแก้เกมในครึ่งหลัง...เป็นคนมีความสามารถก็ลำบากอย่างงี้ละ

เกือบหกโมงเย็นพวกผมถึงได้ออกจากโรงเรียนกัน บางคนบ้านก็อยู่ในหมู่บ้านที่ว่านี้ละ  ไม่แปลกเท่าไรที่จะมีจักรยานหรือบางคนก็เดินกลับบ้านเช่นผม

แต่ที่ดูแปลกคงเป็นพวกที่บ้านไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านแต่เดินออกกันเนี่ยละ ทั้งๆที่จริงก็มีรถสองแถวเข้าออกอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็พอจะเข้าใจอย่างหนึ่งคือเวลานี้มันรอรถนาน…เดินเท้ายังเร็วกว่าเป็นไหนๆ

ระยะทางก็แค่ 2กิโลเมตร...แค่นั่นเอง...แค่2กิโลเมตรเองแค่นั่นจริงนะจะบอกให้   มันก็ไม่ไกลเท่าไรหรอก...คิดว่านะ

เอาจริงแล้วระยะทางที่ผมต้องเดินน่ะมันก็แค่500เมตรนิดหน่อยเอง

ด้านความปลอดภัยตอนกลางคืนก็มีอยู่นะ...ตั้งแต่อยู่มาเนี่ยยังไม่เคยโดนปล้นหรือประสบอุบัติเหตุแม้ซักครั้ง  ถึงยังงั้นก็เหอะ....ผมว่าคงไม่มีใครอยากเจอหรอก

มั้ง...

 

ตึง...

.................

............

.......

....

เอ๊ะ...ผมชนเข้ากับอะไรบางอย่างหรือเปล่าเนี่ย

เอ่อ...แล้วทำไม่ผมถึงรู้สึกเหมือนว่าตัวเองล้มลงนะ

ถ้าผมเป็นฝ่ายชน...ผมไม่น่ารู้สึกว่าล้มนะ...บางทีผมอาจจะเป็นฝ่ายถูกชนก็ได้มั้ง...

‘ช่างมันเหอะ...อยากนอนจัง’ผมคิดก่อนจะค่อยๆปิดหนังตาลง

เท่าที่พอจำได้...ก็ได้ยินของพวกเพื่อนที่เดินออกมาด้วยกัน

เสียงของนา...เสียงของไอ้จั้ดแล้วก็ไอ้ซัน

‘หนวกหูจัง...เงียบๆกันไม่เป็นไง’และแล้วอะไรก็เหมือนเงียบไปทันที

...........

......

....

.

เอ่อ...พูดอะไรหน่อยก็ได้นะ...เงียบๆแบบนี้มันวังเวงยังไงไม่รู้

“คร่อก...”เอ่อ..ก็ยังดีนะ

ผมค่อยๆลืมตาขึ้นมาช้าๆ...รู้สึกดีนะที่ได้ลืมตาอย่างช้าๆไม่งั้นสายตาคงปรับตัวไม่ทันแน่ๆ

รู้ตัวอีกทีผมกำลังนอนอยู่ในห้องพักของโรงพยาบาลหน้าหมู่บ้าน...มองดูนาฬิกาก็สี่ทุ่มแล้วละ

เอ่อ...สี่ทุ่มเลยหรอ...จริงดิ...อกดูราการโปรดไม่ทันวะแล้วสิ...แย่จัง

“คร่อก...”เสียงที่ปลุกผมยังดังอยู่...ร่างหนึ่งกำลังนั่งหลับอยู่ข้างๆเตียงกำลังซบหน้าลงบนเตียงนอนของผม...นาไม่ใช้หรอ

ภาพตรงหน้าคือภาพของเพื่อนในวัยเด็กที่นอนเฝ้าผมอยู่....ผมค่อยๆเอื้อมมือๆไปสะกิดนาที่หลับอยู่อย่างช้าๆ

“ห๊ะ...”จู่ๆนาก็ลุกพรวดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย...แต่ก็อย่างว่ามันจะมีปี่และขลุ่ยได้ยังไงนี้ไม่ใช่ห้องดนตรีไทยนี้น่าจะมีปี่มีขลุ่ยได้ยังไง

“เอ่อ...ตื่นแล้วหรอ”ผมถามขึ้น  ที่จริงๆมันควรเป็นคำถามของนาไม่ใช่ผมนะผมคิดว่ามันน่าจะเป็นอย่างงั้น...จริงๆ

“เอ่อ...ดะ...เดี่ยว”นาพูดตะกุกตะกัก...เหมือนกับนักแสดงที่ลืมบทพูด “เราไปตามหมอมานะ”นาพูดพร้อมกับวิ่งออกไปอย่างร้อนรนจนเกือบจะสะดุจขาตัวเองด้วยซ้ำ

......

....

..

ซักพักหมอก็เข้ามามาพร้อมกับบอกว่า

“จะกลับบ้านเลยก็ได้นะ…แค่ข้อเท้าขวาพลิกแล้วก็แขนหักหมอใส่เฝือกให้แล้วนะครับเดี่ยวก็หาย”หมอบอกก่อนจะเดินออกไป ผมเองก็พึ่งจะสังเกตเห็นเฝือกที่แขนและขาเนี่ยละ...ว่าแต่ข้อเท้าพลิกเขาใส่เฝือกด้วยหรอ...ช่างมันเหอะยังไงก็ไม่ใช่ประเด็น

“กลับบ้านเลยมั้ยสน”นาถามขึ้น

“กลับเลย...ดีกว่านะ”ผมบอก

“งั้นเราโทรบอกคุณน้าให้นะ”นากดหาเบอร์ของแม่ผมในมือถือทันที

.............

..........

.......

เช้าวันรุ่งขึ้น

ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดแขนปวดขา...อันที่จริงอาจจะไม่ได้นอนด้วยซ้ำ

‘น่าจะโดนหนักกว่านี้นะ’ผมคิด... ‘ที่จริงสำออยแล้วหาเรื่องหยุดก็ได้มั้ง’อันที่จริงน่าจะได้นะช่างเหอะ...มันไม่ใช่ประเด็นอยู่ดี

“แม่คร้าบบบ...ผมไปแล้วนะคร้าบบบ”ผมเดินออกจากประตูบ้านไปอย่างเคย...

อันที่จริง...มันลำบากกว่าเคยนะ

ก็ตั้ง500เมตรจากบ้านถึงโรงเรียนโดยที่ขาใช่ได้แค่ข้างเดียวอีกมือหนึ่งก็ถือไม้ค้ำลำบากสุดๆเลยละ...แต่ก็ยังไม่ใช่ประเด็นอยู่ดี

เอี้ยด...จักรยานคันเดิมที่คุ้นตาหยุดลงตรงหน้าผม นาที่นั่งอยู่พูดขึ้น

“รอกันบ้างสิสน”ผมตกใจเล็กน้อยที่เห็นนานั่งหอบอยู่บนจักรยาน “ขึ้นมาดิเดี่ยวไปส่ง”นาบอก ซึ่งผมยังงงๆอยู่ดี

“เอ่อ....ไม่ดีมั้งเราเป็นผู้ชายนะ”ผมบอก “ไม่ดีหรอก”

“ผู้ชายขาหัก”นาพูดแทงใจดำผมทีเดียว“ขึ้นมาเหอะ...ไปไม่ทันพอดี”

“งั้นให้เราปั้นนะ”ผมบอก

“เจียมสังขารตัวเองบ้างก็ได้นะสน”ผมไม่สามารถหาข้อโต้แย่งใดๆได้อีก

ผมขึ้นไปนั้งข้างหลังแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก

นาค่อยถีบจักรยานออกไปอย่างช้าๆ...แรกๆมันทำท่าจะล้มตั้งหลายครั้งแต่มันก็พาผมเข้าโรงเรียนได้อย่างปลอดภัยและทันเวลา...ก็ดีนะ

“นา...”

“หืม...”

“ตอนเย็นไม่ต้องนะกลัวกลับไปถึงบ้านวะ”ผมบอก นาหันมามองค้อนก่อนจะเดินไปอย่างงอลๆ

“เฮ้ย...นา”ผมเรียกเธออีกครั้ง

“อะไร”

“ขอบใจนะ”

“...”

…..

….

..

.

นารีบวิ่งเข้าประตูดรงเรียนไปโดยที่ไม่รอผม

“เป็นอะไรวะ”

 

วันนี้ก็...สนุกดีนะ...ถึงทำอะไรไม่ค่อยถนัดก็เหอะ

ห้าโมงเย็น....เวลากลับบ้านอีกครั้ง

พวกเพื่อนกลุ่มเดิมยังชวนกันเดินกลับบ้านเหมือนเดิมทั้งที่บ้านอยู่ใกล้และไกล

“ไอ้สนให้พวกกูช่วยแบกปะ”ไอ้จั้ด...หนึ่งในเพื่อนของผมพูดขึ้น

“ไปเป็นไรวะ...เดินนิดเดียวก็ถึงละ”ผมตอบ

“แน่ใจ...กูไม่ง้อนะเว้ย”ซันเพื่อนอีกคนพูดขึ้น

“ไปง้อแฟนแกเหอะ”ผมตอบ

แล้วก็เกิดเสียงหัวเราะขึ้น...อย่างที่เคยเป็น

เพื่อนส่วนใหญ่...เริ่มเดินห่างผมออกไปเรื่อยๆปกติแล้วไม่ใช่แบบนี้

อาจเพราะผมไม่สามารถเดินได้อย่างเมื่อก่อน

หรืออะไรก็ตาม...มันก็ไม่ใช่ประเด็น

“วันนี้ให้เราไปอยู่เป็นเพื่อนมั้ย”นาพูดขึ้น

“เออ...แล้วแต่ดิ   วันนี้แม่ไม่อยู่ด้วย”

“แล้วจะกินอะไรเปล่าเดี่ยวเราซื้อเข้ามาให้”

“อะไรก็ได้”ผมตอบ “เอาเป็นที่มีเนื้อเยอะๆนะไม่ชอบผัก”

“อยู่ม.5 แล้วยังไม่ยอมกินผักอีกนะ”

“ก็ไม่ชอบนี้หว่า”

“ขึ้นมานั่งบนจักรยานก็ไม่ว่าหรอกนะ”นาบอก

“ไม่ต้องหรอกเดี่ยวก็ถึงแล้วละ”

“….”

โดยปกติดแล้ว...ผมกับนา...ได้คุยกันแบบนี้หรือเปล่านะ

ถ้าจำไม่ผิด...จะเป็นพวกข้างหน้าหรือเปล่านะที่คุยกันตลอดเวลากลับบ้านแล้วปกติดนาเดินคุยกับใครนะ

ผมหันไปมองข้างหลังก็พบเพื่อนของนาที่เดินออกมาด้วยกัน

ปกติแล้วนามักจะอยู่กับกลุ่มนี้ไม่ใช่หรอ...เมื่อมองย้อนกลับไป

‘มีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไปหรือเปล่านะ?’

เป็นคำถามที่แล่นเข้ามาในหัวผม...

“นา”ผมเรียกเธอ

“อยากกินอะไรอีกหรอ?”

“ขอบคุณนะ”ผมบอก...คิดว่านี้คงเป็นคำพูดที่เหมาะที่สุดแล้วละ

“อืม…”

แด่เส้นทางที่แสนสั้น

หรือเส้นทางที่ยาวไกล

อาจมีบางวันที่เราต้องเดินคนเดียว

หรือคิดว่าเดินอยู่คนเดียว

แต่บางวันก็มีคนที่เดินอยู่ข้างหน้าเรา

หรือบางคนก็เดินอยู่ข้างหลังเรา

แต่ลองคิดดู...ในวันทีเราไม่สามารถเดินได้อย่างเก่า

มีซักกี่คนที่พร้อมจะเดินอยู่ข้างๆ  บนถนนแห่งนี้

“ขอบคุณนะ...ที่เดินข้างๆ”

 

ลงนาม::แสงแรก

edit @ 2 May 2012 10:03:54 by //แสงแรก\\

คิด...

posted on 25 Apr 2012 23:31 by ninesun  directory Diary, Idea
 
 
ครับ...กำลังจะคิดครับ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ครับ....กำลังคิดครับ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
กำลังคิดครับ...กำลังคิดอยู่
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
กำลังคิด...ว่ากำลังคิด
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ครับ...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
คิดออกแล้วครับ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
คิดออกแล้วว่า"กำลังคิด"
 
 
 
 
 
 
 
 
แด่ความคิดที่ว่างเปล่า
คุณกำลังคิดอยู่สินะ
 
ลงนาม ::แสงแรก

edit @ 26 Apr 2012 07:38:38 by //แสงแรก\\

edit @ 26 Apr 2012 07:39:42 by //แสงแรก\\

หยุดเวลา

posted on 20 Apr 2012 22:24 by ninesun  directory Fiction, Diary, Idea

หยุดเวลา

 

หยุดเวลา...ถ้าหยุดมันได้จริงๆจะเป็นยังไงนะ

ถ้าเวลาหยุดลงในช่วงที่ทำให้เรามีความสุขได้...เราจะหยุดมันไว้จริงๆหรือเปล่า?

มันจะดีอย่างที่เราคิดหรือเปล่า...เราจะมีความสุขอย่างที่นึกหรือเปล่า?

แล้วความสุขมันจะอยู่กับเรา ตราบที่เรายังหยุดเวลาจริงๆหรอ?

เราจะหยุดมันจริงๆหรอ?...เราแน่ใจแล้วจริงๆที่จะหยุดเวลาไว้ตรงนี้

...........

........

......

...

.

ช่วงเวลาเสี้ยววินาทีที่เราพบเจอความสุขในชีวิต เรามักคิดในใจหรือเปล่าว่า

“อยากจะหยุดเวลานี้ไว้...ตลอดไป”

 

 

หลายครั้งที่ผมคิดเช่นนั้น...แต่ว่ามีครั้งเดียวที่ผมคิดได้ว่าจะดีจริงๆหรอที่จะ “หยุดเวลา”ไว้ที่ตรงนั่นตลอดไป

“ดีแล้วจริงๆหรอ”ผมคิดขนาดยืนอยู่กับหญิงสาวคนหนึ่ง เธอเป็นคนที่น่ารักดีนะ จะว่าไงดีละผมว่าผมชอบเธอเลยละ  แต่ผมคงบอกไม่ได้หรอกนะว่าเธอชื่ออะไร  

น่าๆอย่าน้อยใจไปเลย  ผมคงบอกได้แค่ว่าเธอเป็นเพื่อนร่วมห้องเรียนของผม ใช่เธอเป็นผู้หญิงผมก็บอกไปแล้วไงว่าหญิงสาว  แต่ผมไม่ได้บอกใช่ไหม? ว่าเธอผมยาว แถมเรียนเก่งด้วย แต่มันไม่ใช่ประเด็นสำคัญเพราะงั้นอย่าไปสนใจเลย

เอ๊ะ...ถึงไหนแล้วนะ 

อ่อ...ผมยืนอยู่กับเธอ ในห้างดังแห่งหนึ่งย่านบางกะปิ  ไม่เลวเลยละในวันเสาร์วันสบายๆที่ไม่ต้องรีบร้อนอะไร

แล้วว่าแต่ผมกำลังยืนทำอะไรอยู่เนี่ย?

ใช่ๆ...ถ้าจะไม่ผิดเรากำลังคุยกันถึงเรื่องอะไรซักเรื่องเนี่ยละ

แล้วจู่ๆผมก็คิดขึ้นมาว่า  “อยากจะหยุดเวลาไว้อย่างนี้ตลอดไป”

 

เอ่อ...ไม่จริงมั้งผมว่า  ผมคิดว่า “อยากจะหยุดเวลาตรงนี้ไว้”แค่นั่นไม่ใช่หรอ

ไม่ได้คิดที่จะ “หยุดเวลาตรงนี้ไว้อย่างนี้จริงๆซักหน่อย”

ผมรู้สึกตัวทีเมื่อทุกอย่างเงียบไป...อันที่จริงมันเงียบไปนานซักพักแล้วละแต่รู้สึกว่ามันจะเงียบนานจน “ผิดปกติหรือเปล่า”

จริงๆแล้วมันไม่ได้แค่เงียบหรอกนะ แต่ว่ามันไม่มีอะไรที่ขยับได้เลยมากกว่า  ทุกคนรวบๆตัวอยู่ในสภาพเดิมที่เคยเป็นเลยก็ว่าได้

ภาพผู้ชายกำลังก้าวขา

ภาพผู้หญิงกำลังกดบีบี 

ภาพเด็กกำลังเรียกร้องให้แม่ซื้อของเล่นให้

ภาพทุกอย่างหยุดนิ่งหมด

“ผมฝันไปหรือเปล่า”เป็นคำถามแรกที่ดังขึ้นมาในหัวของผม

“ไม่หรอก นายไม่ได้ฝัน ”ใครคนหนึ่งพูดขึ้น เขายื่นอยู่ข้างๆผมเสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนส์   

เอ่อ...อันที่จริงผู้ชายตรงหน้าเนี่ยมันเหมือนกับผมในกระจกเลยที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา หรือแม้จะท่าทีเบื่อโลกที่ใครๆก็ไม่สามารถเรียนแบบของผมได้ก็ตามก็ตาม

“ไง...อย่าทำหน้าเหมือนเห็นผีสิ ตัวฉัน”เขาบอก  อันที่จริงเสียงนั่นก็เป็นเสียของผมด้วย

“เอ่อ...เกิดอะไรขึ้น”ผมคิดว่านั่นควรที่จะเป็นคำถามเปิดประเด็นกับคนที่มีทุกอย่างเหมือนคุณหรือ? ผมว่ามันก็ไม่เลวเท่าไรนะ

“ก็หยุดเวลาไง”เขาบอก  สีหน้าปกติเหมือนกับผมเวลาทำหน้าตายไม่มีผิด

“แล้วเอ่อ....”ผมกำลังจะถามต่อแต่คนที่เหมือนผมพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่ผมจะเลือกคำถามออกมา

“ฉันก็คือนายไง จะอธิบายยังไงดีละก็แบบว่า…”  เขาพยายามที่จะอธิบายให้ผมเข้าใจทั้งที่ผมยังไม่ได้ถามอะไร

คนที่เหมือนผมทำท่าทางเหมือนเวลาที่ผมถูกข้อร้องให้อธิบายอะไรบางอย่างแต่ว่าไม่รู้ว่าจะอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจยังไง นั่นคือ เขามองไปรอบๆ หงายมือขวาขึ้นแล้วก็ทำเหมือนกับควักอะไรในอากาศขึ้นมา หายใจแรงๆ  ปล่อยออกมา แล้วก็ตองซ้ายมองขวา  เป็นอย่างงี้ไปซักพักเข้าก็พูดออกมาว่า  “เอาเป็นว่านายไม่เข้าใจอะไรก็ถามฉันละกันไม่ต้องเกรงใจ”

‘เอาเป็นว่าถึงอยากจะไปถามคนอื่นก็คงไม่ได้คำตอบนอกจากถามนายแล้วละ’ผมคิดในใจแต่ก็ไม่ได้พูดออกไป

ผ่านไปซักพักผมจึงเริ่มถามขึ้น

“เมื่อกี้นายบอกว่า หยุดเวลา หมายความว่ายังไง?”

“ก็หมายความว่า  นายหยุดเวลาของตัวเองเอาไว้ที่ตรงนี้ไง”

“เดี่ยวสิว่าแต่นายเป็นใคร”ผมก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่าคนที่เหมือนกับผมแม้แต่ตำแหน่งของสิวที่ขึ้น และมีอะไรอีกหลายอย่างที่เหมือนกับผมขนาดนี้  เขาเป็นใคร?

“ฉันน่ะหรอ...ฉันก็คือนายไง”เขาบอกอีกครั้ง “แต่ถึงจะบอกอย่างงั้น แต่ฉันก็ไม่ใช่นายอยู่ดีนั้นละ”  มันยิ่งทำให้ผมสงสัยเข้าไปใหญ่

“เฮ้ย...อย่าบอกนะว่าที่จริงแล้วนายเป็น...”ผมกำลังใช่ความคิด...ใช่ๆผมกำลังคิดอยู่ว่า...’กำลังคิด’

“เอาเป็นว่าฉันไม่ใช่วิญญาณของราชาในตำนาน หรือสัตว์หางที่อาศัยในร่างนายละกัน”คนที่เหมือนผมตอบ เหมือนเขาจะรู้ความคิดของผมเลยทีเดียวละ “ฉันก็คือนาย คือเวลาของนายยังไงละ”

“เวลา...ของฉัน?”ผมทำหน้าสงสัยเอาเป็นว่าผมโคตรจะสงสัยเลยทีเดียว

“ก็เพราะว่านายบอกว่า ‘อยากจะหยุดเวลาไว้อย่างนี้ตลอดไปจัง’ ยังไงละ”เวลาของผมบอก พร้อมกับยักไหล่

“ฉันว่าฉันแค่คิดนะ”ผมบอก

“การที่นายคิดมันก็เหมือนกับการที่นายบอกกับตัวเองนั้นละ”เวลาของผมบอกหน้าตาย “พอนายคิดว่าอยากจะหยุดเวลาอยู่ที่ตรงนี้ ฉันก็เลยหยุดเดินอยู่ที่ตรงนี้ยังไงละ”เขาบอกในที่สุด

“แล้วทำไมถึงมีแต่ฉันละที่ยังขยับได้...”ผมเริ่มสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย ‘อันที่จริงมันควรจะหยุดหมดทุกอย่างไม่ใช่หรอ?’ 

รวมถึงผมด้วย

“เพราะเวลาของนายคนเดียว”เวลาของผมบอกแล้วก็ชี้มาที่ตัวเอง “ต่อให้เราหยุดเวลาได้  แต่เราก็หยุดการใช้ชีวิตไม่ได้ เข้าใจหรือเปล่า”

“เพราะเวลาของคนอื่นยังเดินไป”ผมพูดออกมาลอยๆ

“เพราะเวลาของคนอื่นไม่หยุด...รวมถึงเธอคนนั่น”เวลาของผมชี้ไปที่เธอ ที่ก่อนหน้านี้เรายังคุยกันอยู่  “นี้ละ...ถ้านายหยุดเวลาไว้เรื่องราวมันก็จะจบลงที่ตรงนี้”เวลาของผมบอก

ผมนิ่งไปซักพัก...อดขำตัวเองไม่ได้เหมือนกันที่คิดจะหยุดเวลา เพราะไม่คิดว่าจะหยุดมันได้จริงๆ

“หมายความว่าจะหยุดเวลาไว้อย่านี้นานเท่าไรก็ได้ใช่ไหม”ผมถามเวลาของตัวเอง

“แน่นอน ทุกอย่างจะหยุดอยู่ที่ตรงนี้  ทั้งความสุขของนาย ทั้งผู้คนรอบข้าง และรอยยิ้มของเธอ”เวลาของผมบอก

ผมครุ่นคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมา

“’งั้นช่วยทำให้เวลาเดินอีกครั้งได้ไหม” มันทำให้เวลาของผมแปลกใจเล็กน้อย เขาจึงบอกผมว่า

“ได้อยู่แล้ว...แต่นายแน่ใจแล้วหรอที่จะให้ฉันเดินต่อ”เวลาของผมถามกลับ “แค่นี้นายก็มีความสุขแล้วไม่ใช้หรอไม่งั้นนายจะหยุดเวลาตรงนี้ไว้ทำไม”

“ไม่หรอก...มันแค่ความคิดชั่ววูบก็เท่านั้นเอง...แค่นี้มันไม่พอหรอก”

“นายอยากให้เวลาเดินต่อ...แม้มันจะทำให้นายความสุขของนายหมดลงอย่างงั้นหรอ”

“ความสุขของฉันไม่ได้หมดแค่ตรงนี้ซักหน่อย”ผมพูดออกมา “ต่อให้ให้อีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้าความสุขของฉันจะหมดลง แต่ถ้าปล่อยให้นาย(เวลา)เดินต่อไปอีกสองหรือสามชั่วโมง ฉันเชื่อว่าตั้งได้พบกับสุขอีกครั้งแน่” ถึงแม้จะมีความสุขที่ได้จ้องมองอีกฝ่ายแบบนี้ตาม

“เพราะถ้านายหยุดมันไว้อย่างนี้ ความรู้สึกและความสุขมันจะหยุดอยู่ที่ตรงนี้ และฉันก้จะมีความสุขของฉันคนเดียว ฉันจะไม่สามารถทำให้เธอมีความสุข และไม่สามารถทำให้เธอยิ้มออกมาได้อีกเลย เพราะนี้จะเป็นรอยยิ้มที่ถูกหยุดเวลาไว้ ไม่ใช่รอยยิ้มของเธอ”ผมบอกออกไปในที่สุด แต่พอมาคิดถึงสิ่งที่พูดออกไปแล้วก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเข้าใจซักเท่าไร

“สมกับเป็นตัวฉันจริงๆ”เวลาของผมบอก ผมคิดว่าเขาคงชมผมนะ “ฉันเข้าใจแล้ว”ผมรู้ในทันทีว่าเขาไม่เข้าใจมันเท่าไรหรอก “แต่นายอาจไม่ได้เห็นรอยยิ้มของเธอแล้วก็ได้นะ”

“ไม่หรอก...ฉันเก็บมันไว้ในนี้”ผมใช้นิ้วโป้งชี้ไปที่อกซ้าย “ถ้าใครคนใดไม่ตายไปซะก่อนมันก็ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายหรอกนะ”ผมพูดแต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสมาข้างนอกสองคนกับเธออีกหรือเปล่า

“เวลาจะเดินต่อไป...อยากหยุดเวลาเมื่อไรก็บอกนะ”เวลาของผมบอก เขาเดินตรงไปพร้อมกับรอยยิ้ม

บางที่เราก็อยากให้เวลามันหยุดลงที่ตรงนั่นจริงๆนั้นละ

แต่การที่เราจะหยุดเวลาไว้

ไม่ว่าช่วงเวลานั้นจะสุขหรือทุกข์    มันก็เหมือนกับการที่เราไม่ยอมก้าวต่อไป

จริงอยู่ที่เราอาจกลัว ในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น    จนอยากหยุดเวลาเอาไว้

แต่ในชีวิตจริงเราสามารถหยุดเวลาได้จริงๆหรอ?

ผมก็ไม่รู้สิ...

 

“นี้...ซัน...ซัน”เธอสะกิดผม สองที่พร้อมกับเรียก

“หืม...เอ่อ...ว่าไงนะ”ผมรู้สึกตัวไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อกี้คิดอะไรถึงไหน

“เป็นอะไรเปล่าเนี่ยไม่สบายหรือเปล่า”เธอถามด้วยความสงสัย

“ไปเหอะเดี่ยวหนังฉายก่อน”เธอบอกก่อนจะเดินนำไป ทั้งที่ให้ผมเป็นคนเก็บตั๋วหนังเอาไว้ ก่อนจะหันมาบอกพร้อมรอยยิ้ม “เราไม่รอนะ”

 

 

ถ้าหยุดเวลาได้จริงๆ...ผมจะหยุดมันไว้หรือเปล่านะ

แต่เอาเป็นว่าผมขอ

เก็บภาพรอยยิ้มของเธอเพิ่มละกัน

 “เฮ่อ...อยากจะหยุดเวลานี้ไว้...ตลอดไปจัง”

...

..

.

และแล้วเวลาก็เดินต่อไป

 

ลงนาม::แสงแรก

 

edit @ 20 Apr 2012 22:30:26 by //แสงแรก\\

หลับตา

posted on 07 Feb 2012 23:40 by ninesun  directory Fiction, Diary, Idea

หลับตา

 

ผมชอบเคาะโต๊ะ...นั่นคือสิ่งเดียวที่นึกออกตั้งแต่ขึ้น ม.สี่ บางครั้งก็ตบต้นขาตัวเองไปพลางๆเวลาเดินย้ายห้องเรียน  เป็นเพลงอะไรกันนะ?

เมื่อลองมองกลับไป...ปีที่แล้ว  ผมยังเป็นแค่เด็กชายหัวเกรียนที่ใจกล้าพอที่จะนั่งหลับหน้าห้องในขณะที่อาจารย์กำลังสอนอยู่  อาจารย์บางท่านอาจจะปลุกด้วยตำราในมือหรือไม่ก็ไม้บรรทัดสักอัน บางท่านอาจจะยกเอาผมเป็นตัวอย่างเวลาไม่มีใครฟังด้วยคำพูดที่ว่า  “คนที่หลับในห้อง...นี่ดีกว่าพวกที่ไม่ฟังแล้วคุยกันอีกนะ อย่างน้อยเขาก็ไม่รบกวนเพื่อนที่จะเรียน”   จนผมเอะใจว่า  ‘เอิ่ม...นี้ผมเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างนั้นหรอ?’

ตึงๆ...ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้ง  เมื่อรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนของโต๊ะไม้ที่ตัวเองฟุบลงไปเมื่อกลางคาบ   ผมตื่นมาพบตัวเอง นอนพับอยู่บนโต๊ะ ใบหน้าซีกซ้ายรู้สึกว่ามีรอยต้นแขนอยู่ ส่วนต้นแขนนั้นหรอ...มีรอยแดงที่ทางยาวไปจนถึงข้อมือ  รู้สึกว่าโต๊ะจะมีน้ำใสๆหยดอยู่ด้วย และเป็นอีกรอบที่ผมรู้ตัวอีกที ว่าพบเพื่อนร่วมห้อง คนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า ขอย้ำว่าแค่คนเดียว   เพราะอะไรน่ะหรอ? ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมันถึงเหลือแค่เธอกับผม  แต่เพื่อนคนที่เหลืออาจจะหวังดี เข้าใจว่าผมนั้นนอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอและอื่นๆซึ่งมันทำให้ผมต้องมาหลับในคาบสามของวันพฤหัสบดี อย่างนี้นี่เอง และกลัวว่าร่างกายนั้นจะทรุดโทรมไปเหมือนกับรถที่ใช้งานมาหลายปีจนสุดท้ายกลายเป็นเพียงโครงสนิมพร้อมเครื่องยนต์ที่ใช่ปลูกเห็ดได้เพียงอย่างเดียว

“ไง...หลับสบายไหม”เพื่อมร่วมห้องที่เหลืออยู่คนเดียวของผมทักขึ้น  เธอเป็นผู้หญิงผมยาว  สูง  ผิวขาวหน้าตาดี   ใส่แว่นสีขาว  แล้วก็เอ่อ...ยืนอยู่หน้าผม  ความคิดแรกที่คิดออกคือ ‘ใครวะ?’ ผมพยายามนึกแล้วจริงๆแต่ผมนึกไม่ออก รู้แค่ว่าเธออยู่ห้องเดียวกัน แต่เธอชื่ออะไรนี้สิ ‘ทำไมนึกไม่ออกนะ’ สาเหตุที่ผมคิดไม่ออกนั่นอาจจะเพราะว่าผมเพิ่งตื่นนอนก็ได้ ถ้าเป็นอย่างงั้นก็แสดงว่าผมไม่ได้ลืมชื่อเธอน่ะสิ?

“หืม...อืม”ผมบอกน้ำเสียงยังงัวเงีย เหมือนกับคนที่เพิ่งตื่นนอน อันที่จริงผมก็พึ่งจะตื่นมาเองนี่นา  แต่ประเด็นสำคัญที่คิดตอนนี้คือเธอที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้เป็นใครกันแน่ ‘หน้าคุ้นๆ’ แต่ถึงจะพยายามนึกเท่าไรก็ยังนึกไม่ออก   บอกตรงๆแค่คำพูดทักทายตอนตื่นนอนผมยังนึกออกแค่ ‘หืม...อืม’เลย

“ลุกไปเรียนคาบต่อไปได้แล้ว”เธอบอกกับผมก่อนจะเดินออกไปจากห้องเรียนไป  ผมมองไปรอบๆ มองหาเพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆ แต่ว่าไม่พบใคร บนโต๊ะมีเพียงหนังสือที่ใช่วางแขนและหนุนหัวที่เหมือนจะมีน้ำใสๆหยดอยู่ มันคงเป็นน้ำลายของผมนั่นละ ผมคิดว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น   ว่าแล้วก็เช็ดน้ำใสๆนั่นออก     เก็บสมุดใส่กระเป๋าหยิบแฟ้มสีฟ้า  เดินตามเธอไป แน่นอนผมเริ่มตบต้นขาตัวเองด้วยความเคยชิน

“ว่าแต่คาบนี้เรียนห้องไหนหรอ?”ผมถามขึ้น เมื่อเดินห่างจากเธอเพียงสองถึงสามก้าว เธอหยุดเดินและหันหน้ามามองผมด้วยสายตาขวางๆเหมือนกับผมเคยไปทำอะไรให้เธอไม่พอใจ  บางทีผมอาจจะเคยไปทำร้ายคนรู้จักหรือคนรักของเธอก็เป็นได้จึงถูกมองด้วยสายตาอย่างนั้น  แต่ผมเป็นเด็กนักเรียนชายชั้นม.ปลาย ที่ นานๆครั้งจะมีปัญหาเรื่องทางเดินอาหารและเรื่องการพักผ่อนไม่มีเวลาแค่นั้นเอง จะไปทำร้ายใครได้ยังไงกัน

“เรียนพละ”เธอบอกก่อนจะเดินเลยบันไดไป    

“แล้วนั่นจะไปไหน”ผมถามด้วยความสงสัย เธอคงไม่คิดจะลงลิฟต์หรอกนะ เพราะนี้มันยังไม่พักเที่ยง ขืนเจออาจารย์ฝ่ายปกครองคงโดน เทศน์จนครบสิบสามกัณฑ์เป็นแน่

“เข้าห้องน้ำจะไปเปลี่ยนกางเกง”เธอบอก ก่อนจะเดินเลี้ยวเข้าห้องน้ำหญิงไป ผมไม่ได้พูดอะไรอีก เลี้ยวขวาแล้วเดินลงบันไดชั้นหกลงไป มือทั้งสองยังตบต้นขาตัวเองต่อไปตามจังหวะ

วิชาพละ  ผมทำคะแนนได้ไม่ดีเท่าไร เพราะมันคือการเล่นวอลเล่ย์บอลกีฬาชนิดนี้...ผมไม่ค่อยถนัดเท่าไร

“เล่นห่วยวะ”ผมบอกกับตัวเองด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายเหมือนกับตอนที่เห็นข้อสอบหลังตรวจ แล้วพบว่าตัวเองตอบผิดในข้อที่ไม่น่าผิด  เมื่อนึกถึงตอนที่บอลล่วงลงมายังจุดที่ยืนอยู่และเผลอรับบอลอย่างเคยชิน มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ต่างกันสักเท่าไร

“มึงอย่าเอานิสัยตอนเล่นบาสมาใช้ดิ”เพื่อนร่วมคนหนึ่งบอกกับผม น้ำเสียงนั่นดูจะสบายใจกว่าผมเป็นไหนๆทั้งๆที่เกมเมื่อกี้เพิ่งแพ้มา

“ก็กูชินนี่หว่า...ถ้าเป็นบาสกูคงเล่นดีกว่านี้ว่ะ”ผมบอก จริงๆแล้วผมก็เล่นบาสไม่เก่งเท่าไรหรอกนะ   แต่คงดีกว่าวอลเล่ย์บอลเป็นไหนๆ

ผมนั่งกอดเข่ายอมรับความห่วยแตกที่มีต่อกีฬาชนิดนี้ สถาพไม่ต่างจากพนักงานเงินเดือนสักเท่าไร

“ก็มันเรียนวอลเล่ย์นี้หว่า  รอ ม.ห้าเว้ยได้เรียนบาสแน่”เพื่อนของผมบอกก่อนจะหัวเราะออกมาโดยที่สายตานั้นมองไปทางกลุ่มผู้หญิงในสนามที่กำลังจะเริ่มเกมการแข่งขัน อันที่จริงมันเริ่มไปจนจะจบแล้วละ

ผมเองก็หันไปมองเช่นกัน  แต่ผู้หญิงที่ผมมองไม่ใช่กลุ่มที่อยู่ในสนาม มีเพียงคนเดียวเธอ ผมจำได้ลางๆว่าเธอนี้ละเป็นคนปลุกผมก่อนจะลงมาที่สนาม  เธอนั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะไม้หลังผม   ‘เธอชื่ออะไรนะ?’ผมยังนึกไม่ออกแม้จะมั่นใจว่าตัวเองตื่นเต็มที่แล้วก็ตาม แต่ผมก็ยังนึกชื่อเธอไม่ออกอยู่ดี  บางทีผมอาจจะลืมชื่อเพื่อนคนนี้จริงๆก็ได้

ผมคิดอยู่นานก่อนจะหันกลับมามองที่สนาม เพื่อดูการแข่งของกลุ่มผู้หญิง  การแข่งขันจบไปอย่างรวดเร็ว แต่ดูจะรุนแรงกว่ารอบที่พวกผมเล่นเป็นไหนๆ  มีหลายครั้งที่ผมยกมือป้องกันบอลที่ล่วงมาในทางที่ผมนั่ง หลายครั้งที่โดนหัวผม และหลายครั้งที่โดนหัวเพื่อนๆของผม

“ทั้งหมดเลิกแถว”หัวหน้าห้องบอกกับพวกเราทุกคนก่อนที่จะได้ตบมือสามครั้งแล้วก็เดินไปหยิบกระเป๋าที่วางไว้

คาบนี้คือคาบที่พวกเรารอคอยที่สุดเลยก็ว่าได้ มันคือคาบพักกลางวัน ซึ่งนักเรียน ม.ปลายจะไปอัดกันอยู่ในโรงอาหารชั้นหนึ่ง เป็นโรงอาหารใหญ่ของโรงเรียน ถึงแม้ความจริงจะมีอยู่สองโรงอาหาร แต่มันก็แออัดไม่แพ้กัน

 

ผมนั่งเบียดกับเพื่อนต่างห้องประมาณสิบถึงสิบห้าคน  พูดคุยเฮฮาตามปกติ รอบๆตัวทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติอย่างที่มันเคยเป็น มันเป็นความสุขประจำวันเลยก็ว่าได้ แม้บางทีจะมีปากเสียงกันเรื่องเล็กๆอย่างเรื่องการสอบที่กำลังจะมาถึงในคาบต่อไปหรือเรื่องคอขาดบาดตายอย่างเรื่องการเล่นเกมออนไลน์เมื่อวาน เป็นต้น แต่ผมว่ามันก็ทำให้ชีวิตดูมีอะไรมากกว่าการมานั่งหลับในห้องเรียนแล้วให้เพื่อนมาปลุกตอนหมดคาบละกันน่า

ผมเอะใจเรื่องนี้อีกครั้ง...ผมยังนึกชื่อเธอไม่ออกเลยด้วยซ้ำ... ‘ผู้หญิงห้องเรามีคนใส่แว่นสี่คนเลยหรอวะ?’ในตอนแรกผมยังเข้าใจว่ามีแค่สามคนด้วยซ้ำ

ผมคิดเรื่องนี้ได้สักพักก็ปลีกตัวออกมาเพื่อขึ้นไปรอเรียนคาบต่อไป    เมื่อเดินมาถึงชั้นสอง  ผมเพิ่งรู้ตัวว่าที่จริงคาบนี้เรียนชั้นล่าง อาจจะเพราะจังหวะที่อยู่ในหัวและการที่ผมตบต้นขาตัวเองอย่างสบายใจจนลืมไปว่าคาบต่อไปเรียนชั้นล่าง  หรือเพราะว่าผมอยากเดินขึ้นมาข้างบนเองกันแน่

วิชาต่อไปคือวิชานาฏศิลป์ ซึ่งผมเรียนได้แย่พอกับวิชาภาษาอังกฤษ นั่นละ ในความคิดผมมันน่าเบื่อพอๆกันด้วยซ้ำ และคงไม่ต้องให้ผมบอกหรอครับว่า ไอ้การเรียนนาฏศิลป์สองคาบติดมันน่าเบื่อมากขนาดไหน บอกได้คำเดียวว่ามันทำให้คุณสามารถหลับได้เต็มอิ่มถึงสองรอบเลยทีเดียว ทำไมผมถึงรู้น่ะหรอ...เพราะผมเจอมากับตัวเองแล้วยังไงละ

ผมตื่นขึ้นมาอีกที ด้วยความแปลกใจเล็กน้อย เป็นความแปลกใจที่ผมเคยเจอมาได้ไม่นานนี้เอง ในแบบที่เขาเรียกกันว่า เดจาวู  หรืออะไรนี้ละ  ผมเห็นเธอยืนอยู่ตรงหน้าผมอีกแล้ว

“โย่...” ผมอยากจะบอกว่าตอนนี้รู้สึกสดชื่นกว่าตอนต้นคาบเป็นไหนๆเหมือนกับเพิ่งได้ไปสูดอากาศยามเช้าที่บ้านญาติในต่างจังหวัด  และอีกอย่างคือผมไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าสภาพตัวเองมันเซอร์แค่ไหนตอนตื่นขึ้น  แต่ลองคิดดูสิ ‘โย่...’ผมคิดได้แค่นี้หรือไงกันสำหรับคำทักทายตอนตื่นนอนน่ะ  ‘โย่…’เนี่ยนะ  ให้ตายเหอะ

  “ไปก่อนนะ”เธอบอกกับผม ผมเข้าใจว่าเธอบอกกับผม  อย่างแรกคือในห้องมีเพียงผมกับเธอ อย่างที่สองคือในห้องมีเพียงผมกับเธอ

ผมลุกขึ้นเพราะว่าต้องลุกขึ้น มันไม่ใช่ความรู้สึกที่อยากลุกสักเท่าไร  ในตอนแรกผมรู้สึกว่ามีลูกเหล็กหนักสักหนึ่งหรือสองกิโลมาผูกติดกับผม  จริงๆแล้วอาจจะเป็นแค่ความรู้สึกขี้เกียจ ของผมก็เป็นได้ที่หนักถึงสองกิโล  แต่ถ้ามีอาจารย์เข้ามาพบว่าผมแอบนั่งหลับอยู่ในห้อง นาฏศิลป์เวลานี้ละก็  ‘ผมไม่อยากนึกด้วยสิ’ เพราะงั้นผมจึกต้องลุกขึ้นและแบกความขี้เกียจที่หนักสองกิโลพร้อมกระเป๋านักเรียนและลากขาทั้งสองของตัวเองไปยังห้องเรียนบนชั้นหก

คาบต่อมาผมก็พบว่าตัวเองได้พักผ่อนอีกรอบเมื่อพบว่า มันคือคาบภาษาจีน ผมกลับมานั่งที่โต๊ะตัวเดิมและเอนตัวไปข้างหน้าอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยให้ตาทั้งสองปิดลง...

เฮ่อ...ประเด็นคือเมื่อนอนมากๆ ถึงมากที่สุด มันจะทำให้ไม่สามารถนอนได้อีกแล้วนี้สิ    ผมจึงต้องนั่งเรียนภาษาจีนด้วยความไม่ค่อยสนใจเท่าไร แม้หน่วยกิตของวิชานี้มันชี้เป็นชี้ตายเกรดได้เลยก็ตาม แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจมันเท่าพวก ภาษาไทย สังคม และพละ ที่หน่วยกิตนั้นเป็นแค่ตัวช่วยที่จะทำให้ผมไม่ตกก็ตาม

ในคาบนี้ผมไม่ได้สนใจการเรียนอย่างที่ว่าจริงๆนั่นละ สิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดในคาบนี้มีไม่กี่อย่างคือ คุยเรื่อง           สับเพเหระ นั่งลอกการบ้าน และมองเรื่อยๆไปรอบห้องพร้อมกับเคาะโต๊ะไปตามจังหวะในหัวที่เหมือนจะกลายเป็นงานอดิเรกของผมไปซะแล้ว   ผมมองไปรอบๆห้องพร้อมกับเคาะโต๊ะเบาๆเนี่ยละมันทำให้ผมสบายใจมากที่สุดแล้วละ

แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมยังสงสัยตั้งแต่ตอนทานข้าวจนถึงตอนนี้ ‘เธอคนนั้นคือใครกัน?’และเป็นเพราะผลจากการที่ผมหันไปมองรอบๆห้องเป็นระยะหนึ่งจึงได้รู้ว่าเธอนั่งอยู่หลังห้องมุมสุดริมหน้าต่าง...ห่างจากที่นั่งผมไปประมาณสามโต๊ะหลังผมลงไป

ผมพยายามถามเพื่อนหลายคนว่าเธอเป็นใคร   คำตอบที่ได้คือ  “เอ่อ...ชื่อจ๋าละมั้ง”เพื่อนของผมตอบ ดูเหมือนว่าหลายคนจะไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร และหากอยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ผมคงต้องถามเองซะแล้วสิ   

แล้วคาบจีนก็หมดลง ผมพบว่าตัวเองนั่งอยู่ในห้องนี้ถึงสองคาบติดกันซึ่งเป็นอะไรที่ชวนง่วงสุดๆหากผมได้นอนหลับละก็คืนนี้ผมคงสามารถเล่นเกมได้ถึงเช้าและก็จะพบว่าพ่อบังเกิดเกล้าของผมคงบ่นแบบน้ำไหลไฟดับในวันต่อมาเป็นแน่  

ผมต้องเรียนอีกหนึ่งคาบถึงจะได้กลับบ้าน   ซึ่งในตอนนี้บอกได้คำเดียวว่าถ้าไม่ได้เรียนจะเป็นอะไรที่แฮปปี้แบบสุดๆ

และวิชาสุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี แม้จะมีการบ้านก็ตาม วันนี้ผมออกจากโรงเรียนเร็วผิดปกติ เพราะว่าไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม เวลานี้สนามบาสคงเต็มไปด้วยผู้คน และผมคงไม่ขอเข้าไปยุ่งด้วยแน่ๆ

ผมเดินไปยังเซเว่นหน้าโรงเรียนซื้อโค้กหนึ่งกระป๋องดับเลือดที่กำลังเดือดพล่ามเพราะแดดยามบ่าย ก่อนจะถอนหายใจอีกรอบ  แล้วจึงตัดสินใจเดินไปยังหน้าหมู่บ้านด้วยสองขาของตัวเอง 

นี่ก็วันที่สามแล้วมั้ง  ที่ผมเดินจากโรงเรียนไปหน้าหมู่บ้านเป็นระยะสองเกือบสามกิโลเมตร

“นาย  ซิปไม่ได้รูดน่ะ”เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นข้างหลังผม ผมจำเสียงของเธอได้ เธอเป็นคนที่ปลุกผมนั่นเอง

ผมก้มมองซิปที่หว่างขาตัวเองว่ารูดมันขึ้นมาหรือยัง   ผลคือมันเรียบร้อยดี 

“ซิปกระเป๋า ไม่ใช่กางเกง”เธอบอกแล้วก็เดินมารูดซิปกระเป๋าให้กับผม  “ถ้าฝนตก หนังสือจะเปียกหมดนะ”เธอบอกผม แต่เมื่อคิดดูแล้วในวันที่แดดจ้าเหมือนกับไฟสปอร์ตไลท์ที่เอามาส่องตรงหน้าในระยะเผาขน และให้ความร้อนพอๆหน้าร้อนในช่วงเดือนเมษาทั้งที่จริงนี้มันจะสิงหาแล้วก็ตาม ผมว่าฝนมันคงไม่ตกลงมาแน่ๆ

“ขอบใจ”บอก  อดนึกสงสัยไม่ได้ ว่าปกติเธอก็เดินออกเหมือนกันหรอ? 

“เออนี่”ผมยังไม่ได้เดินออกไปจากตรงนั้น “เธอชื่อจ๋าหรอ?”อันที่จริงผมน่าจะเปิดประเด็นการสนทนาได้ดีกว่านี้

“อืม  ทำไมหรอ”

“เปล่า ไม่มีอะไร”

“แล้วซันถามทำไม?”

‘นั่นสิ ผมถามทำไมนะ…แต่  เธอรู้ชื่อเราได้ไงกัน’ผมตกใจเล็กน้อย อันที่จริงผมอยากจะทำหน้าตกใจมากกว่านี้ก็ยังได้ถ้าเธอรู้ชื่อพ่อของผมด้วย  

“ก็ไม่รู้สิ   เฮ้ย...เธอรู้ชื่อเราได้ไง”ผมถามขึ้นด้วยความสงสัย พยายามทำให้ให้ดูไม่ตกใจเท่าไร

“วันแรกไงที่แนะนำตัวน่ะ”เธอบอกเสียงเรียบ และจ้องผมอย่างสงสัยอย่างกับจะถามว่า ‘มีอะไรน่าตกใจอย่างงั้นหรอ?’

“อ่อ  จริงด้วย”ผมเพิ่งนึกออกวันนั้นผมก็เห็นเธอแนะนำตัวอยู่เหมือนกัน แต่ทำไมถึงจำไม่ได้กันนะ

“แล้วปกติจ๋าเดินกลับทางนี้หรอ?”ผมเปลี่ยนเรื่องคุย อันที่จริงมันควรจะเป็นประเด็นที่ควรเปิดบทสนทนามากกว่า

“อืม  พอดีวันนี้อยากเดินน่ะ”

“ห๊ะ  แดดร้อนๆแบบนี้อะนะ”ผมถามต่อ “อกหักมาไง”ผมพึ่งนึกได้  หลังจากพูดออกไปเรียบร้อยว่าคำถามนี้ไม่ควรถามเท่าไร

“เกี่ยวอะไรกับอกหัก?”เธอมองค้อนมาที่ผม ถ้าในมือเธอมือค้อนผมคงโดนฟาดไปแล้วแน่ๆ  มันทำให้ผมรู้ว่าไปพูดเรื่องที่ไม่ควรเข้าให้ซะแล้ว “ทีซันยังเดินออกได้เลย”

“เออจริงด้วย...แล้วอกหักจริงดิ”ซึ่งผมยังไม่หยุดขุดเรื่องนี้ขึ้นมาพูด  ผมรู้สึกว่าอายุตัวเองมันสั้นลงไปที่ละนิดซะแล้วสิ

“เปล่า อย่างเราเนี่ยนะจะอกหักไม่มีหรอก”เธอบอกน้ำเสียงมั่นใจแต่ก็หลบสายตาผม

“เฮ้ยจริงดิ อย่าบอกนะว่าเคยแต่หักอกคนอื่น”ผมแกล้ง แซวเธอเล่น

“ไอ้บ้า”เธอบอก ‘เออ...ผมมันบ้าจริงๆนั่นละ’

“มันก็มีบ้างละ เคยมีช่วงหนึ่งมีรุ่นพี่มาจีบแล้วแล้วเราก็บอกไปว่ารำคาญ  อย่ามายุ่งได้ไหม แบบนี้ถือว่าไปหักอกคนอื่นได้เปล่าละ?”เธอบอกกับผม ใบหน้าเฉยชาจนหน้ากลัว    

“ก็ประมาณนั้นละมั้ง”ผมพูดเสียงสะดุด แกล้งมองไปข้างทางที่มีเพียงบ้านหลังเดิมที่คุ้นตา

“แล้วทำไมวันนี้ซันเดินออกมาละ ปกติไม่ได้นั่งสองแถวหรอ?”เธอเปลี่ยนเรื่องคุยอีกรอบ ซึ่งมันคงดีกว่าที่จะคุยเรื่องอกหักรักคุดเป็นไหนๆ

“ก็วันนี้มันไม่ปกติไง”ผมยิ้มให้กับเธอ ซึ่งมันเป็นความคิดที่ไม่ฉลาดเท่าไร

“กวนตีนวะ”จ๋าบอกเบาๆ และยิ้มให้กับผม แต่ในรอยยิ้มนั้นผมกลับรับรู้ถึงจิตสังหารอ่อนๆ บางทีผมอาจจะคิดมากไปเองก็ได้

“งี้ละเดี๋ยวก็ชิน”ผมยังคงตอบด้วยรอยยิ้มอีกรอบ “ปกติเราก็นั่งสองแถวออกนะ แต่พอดีไม่รีบไงก็เลยคิดว่าเดินน่าจะดีกว่า”แม้แสงแดดจะไม่เต็มใจเท่าไร แต่นั่นคงเป็นคำตอบที่ตรงประเด็นที่สุดแล้วละ ผมคิดว่านะ 

“ก็นะ  บ้านซันอยู่ไหนเนี่ย”จ๋าเริ้มถามต่อ

“บ้านเรา อยู่แถวบางชันน่ะ”ผมตอบ “แล้วบ้านจ๋าละ อยู่ไหนหรอ?”

“อยู่ใต้ฟ้าบนดินเนี่ยละ” จ๋าบอก  ผมนิ่งไปสามวินาที  อันที่จริงเป็นสามวินาทีที่ยาวนานของชีวิตผมเลยก็ว่าได้

….

..

.

“เล่นมุกปะเนี่ย”ผมหยุดเดินและจ้องหน้าจ๋าสักพัก

“ไม่ได้เล่นสักหน่อย”ผมแทบไม่เชื่อว่านั่นไม่ใช่มุก

“จริงจังไหมเนี่ย”

 “จริงจังดิ”เธอบอกกับผมอีกครั้ง ซึ่ง...มันทำให้ผมคิดมุกอะไรไม่ออกอีกเลย จึงได้แต่พูดคุยกันไปตามปกติไม่มีการเล่น ‘มุกควาย’ หรือมุกที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเหม็นขี้หน้ามากไปกว่านี้

เราเดินกันมาได้สักพักใหญ่ๆ แสงแดดที่ว่าแรงในตอนแรกเริ่มลดลง ผมคิดว่าบางที่ดวงอาทิตย์คงไม่อยากทำโอทีถึงห้าโมงเป็นแน่ถึงได้ค่อยๆลับขอบฟ้าไปทีละน้อย ไม่นานนักพวกเราก็มาถึงหน้าหมู่บ้านสัมมากร 

 

บ้านของผมและจ๋านั้นไปคนละทางกัน ผมบอกลาจ๋าและเดินข้ามสะพานลอยไป ในหัวคิดว่า ‘วันนี้จะกลับบ้านเลยหรอ?   จะกลับแล้วจริงๆหรอ?’ อันที่จริงมันเหมือนมีใครมาดึงขาผมซะมากกว่า มันอาจจะเป็นสิ่งที่เขาเรียกกันว่า  ซิกเซนส์ หรือสัมผัสที่หก ก็ได้แต่มันคงจะดีมากถ้าผมมีมันในตอนสอบ

ผมเดินขึ้นสะพานลอยไปทั้งๆอย่างนั้น ในหัวยังมีความคิดฟุ้งซ่านต่างๆนานาวิ่งวนไปวนมาอย่างไม่สิ้นสุด  อันที่จริงมันเกิดขึ้นทุกวันและเป็นเรื่องปกติ  แต่วันนี้ผมรู้สึกว่ามันจะมากกว่าปกติซะแล้วสิ  ผมหยุดเดิน ตรงกลางสะพานลอย แล้วมองลงไป ณ.จุดที่จ๋ายืนอยู่ โบกมือให้กับเธอ เธอเองก็เช่นกัน พวกเราลากันที่ตรงนั้นก่อนจะแยกทางกันและรอให้วันพรุ่งนี้มาถึง อันที่จริงผมคงไม่อยากให้มันมาถึงเท่าไรหากการบ้านที่สั่งยังไม่เสร็จ

“แล้วเจอกันนะ...”ผมพูดออกมาแม้จะรู้ดีว่าเธอไม่ได้ยินก็ตาม ได้แต่หวังว่าสายลมนั้นจะนำข้อความนี้ไปถึงเธอ

วันรุ่งขึ้น เมื่อผมมาถึงโรงเรียนก็เริ่มกิจวัตรประจำวัน  ตามปกตินั่นคืออ่านหนังสือพิมพ์หน้าห้องสมุดแม้จะเป็นข่าวเก่าของเมื่อวานก็ตาม เข้าไปนั่งทำการบ้านในห้องสมุดจนเพลงเรียกแถวดังขึ้น

 

หลังจากเข้าแถวเสร็จ ก็เริ่มเรียนคาบแรก  อย่างที่ทำทุกวัน

ผมยังคงเคาะโต๊ะและนอนหลับในคาบจีนเป็นปกติ

ตึงๆ...ผมรู้ได้ทันทีเลยว่าใครที่มาปลุกผม

“หลับตลอดเลยนะ”

ทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติเช่นทุกวัน และผมเริ่มสนิทกับจ๋าขึ้นเรื่อยๆ  โดยปกติแล้วจ๋าจะไม่ค่อยคุยกับคนในห้องสักเท่าไร แล้วยังชอบนั่งหลังห้องอีก แต่พอได้ลองคุยกับจ๋าแล้ว ต้องบอกเลยละว่าเป็นคนที่คุยเก่งคนหนึ่งเลยก็ว่าได้  และที่สำคัญดูเหมือนเราจะเดินออกไปหน้าหมู่บ้านกันบ่อยขึ้นด้วยสิ

ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี จนมาถึงวันหนึ่ง วันนี้ครบหนึ่งอาทิคย์พอดีที่ผมรู้จักกับจ๋า  ผมยังคงไปอ่านข่าวหน้าห้องสมุดตามปกติ

“พบแล้ว ศพเด็กสาววัยรุ่นที่หายตัวไป ย่านบางกะปิ... รวมแล้ว”  ผมอ่านข่าวนั้นไปอย่างปกติโดยคิดว่าไอ้เรื่องพวกนี้มันก็เกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแค่จะได้ขึ้นหน้าหนึ่งหรือไม่มันก็อีกเรื่องแค่นั้นเอง

วันนั้นผมไม่พบจ๋าเลยทั้งวันแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก และยังคงดำเนินชีวิตไปอย่างปกติ

วันต่อมาผมก็ยังคงไม่พบเธออยู่ดี ‘ไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรหรือเปล่านะ?’

สองวันต่อมาเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เพราะไม่ได้ไปโรงเรียนผมจึงไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์แม้แต่น้อย ทั้งสองวันผมนั่ง เคร่งเครียดอยู่กับการบ้าน ทิ้งตัวไปกับเสียงเพลงและหนังสือการ์ตูน

วันจันทร์ต่อมาผมก็ยังคงไปโรงเรียนตามปกติ เพียงแต่วันนี้ผมไปไม่ทันที่จะเข้าแถว แต่ก็ยังดีที่อาจารย์หน้าโรงเรียนปล่อยให้พวกผมมาก่อนในขณะเดียวกันห้องของผมนั้นยังโฮมรูมกันที่แถวอยู่เลย

ผมเดิมขึ้นไปยังห้อง๑๗๐๗ ที่เป็นห้องเรียนคาบแรกของวันนี้  ไม่พบใครเลยนอกจากเธอที่นั่งเหม่อออกไปนอกหน้าต่างอย่างหมดอาลัยตายอยาก

“โย่”ผมทักเธออย่างทุกที แต่ว่าเธอก็ยังไม่หันมา

“เฮ้ยๆ  คิดเรื่องอะไรอยู่เนี่ย”จ๋ายังคงไม่ตอบผม จึงมีแต่ความเงียบในห้องผมวางกระเป๋าไว้ที่ที่นั่งของตัวเองแล้วเดินไปหาเธอ

“เฮ้ยมีอะไรปรึกษาเราได้นะ  ยกเว้นเรื่องเงินนะ”ผมพูดติดตลกหวังว่าหากไม่โดนด่าก็คงได้เสียงตอบจากเธอบ้าง แต่ทุกอย่างกลับเงียบ จ๋าไม่ตอบผมแม้แต่คำเดียว

ผมไม่รู้ว่าเธอไม่ได้ยินเสียงของผมหรือว่า แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินกันแน่

“เฮ้...”ผมกำลังจะเอื้อมมือไปสะกิดเธอ แต่มือยังไม่ทันจะถึงตัวเธอ ผมก็โดนตัดบทซะก่อน

“อย่ามายุ่งกับเราได้ไหม...รำคาญ”มือของผมหยุดในทันทีที่จ๋าพูดจบ 

ผมนิ่งไปแล้วไม่รู้จะพูดอะไร หรือจะทำอะไรต่อ ความคิดทั้งหมดหยุดลง ในคำพูดนั้น เหมือนกับคอมที่ทำงานอยู่ดีๆก็เกิดค้างอย่างไม่ทราบสาเหตุ  ผมไม่ลุกไปจากตรงนั้นไม่พูดอะไร ไม่ถามอะไรและไม่คิดอะไรอีกเลย

‘จะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้หรอ   เฮ้...จะปล่อยไว้แบบนี้หรอ’ผมถามตัวเองมันไม่ดีแน่ ผมเชื่ออย่างงั้น

“นี่เล่นมุกเปล่าเนี่ย”ผมพยายามทำให้มันเป็นเรื่องตลก  ทั้งที่ดูๆแล้วอีกฝ่ายคงไม่ตลกด้วยแน่ๆ

เธอยังคงไม่ตอบผม และปล่อยให้ห้องเรียนมีเพียงความเงียบต่อไป

ความเงียบทำให้ผมเริ่มอึดอัด เหมือนกับว่ากำลังดูหนังผีเรื่องหนึ่ง ในช่วงที่ตัวเอกเดินเข้าไปในป่าช้า มันดูวังเวงและน่ากลัว ผมไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เท่าไร

“ซัน  เราตายแล้วนะ”จู่ๆจ๋าก็พูด น้ำเสียงมีเสียงสะอื้นขึ้นมา ผมไม่รู้ว่าเธอพูดจริงหรือเปล่า แต่ในตอนนั้นผมคิดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ และที่คิดไม่ตกคือ จ๋าจะตายได้ยังไง ในเมื่อเธอยังอยู่ตรงหน้าผมอยู่เลย 

“เล่นมุกอีกแล้วนะแกเนี่ย  เนียนเน้อ”ผมยังคงพูดติดตลกอยู่ ถึงแม้มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย มันไม่ตลกเลยสักนิด  แต่กลับทำให้บรรยากาศนั้นแย่ลงไปอีก

“เราจริงจังนะ”เธอหันมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา

ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า  หากเป็นเรื่องจริง คงต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ผมโดนผีหลอกกลางวันแสกๆอย่างงั้นหรอ  มันต้องเป็นมุกของอีกฝ่ายแน่ๆ   ไม่อย่างนั้นมันก็ต้องเป็นเรื่องบ้าสุดๆ

“งี้เราก็โดนหลอกกลางวันแสกๆเลยอะดิ…ฮะ”ผมยังไม่เลิกพูดติดตลกแม้ในเวลานี้จะแน่ใจแล้วว่ามันไม่ตลกเลยซักนิด

จ๋าไม่ตอบอะไร แต่ยังคงจ้องผม  อันที่จริงผมไม่ค่อยจะเชื่อเรื่องพวกนี้อยู่แล้วซะด้วยสิ

 “ไม่เชื่อลองจับมือเราสิ”จ๋ายื่นมือมาจับมือผม มือของผมถูกยกขึ้นเพราะมือของจ๋านั้นจับอยู่ มือของจ๋ามันเย็นอย่างกับน้ำแข็ง  และเบาเหมือนกับอากาศ  ผมแทบไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำว่าผมกำลังจับมือของจ๋าอยู่  แต่รู้สึกเหมือนกับว่ามีไอเย็นกำลังพยุงมือของผมให้ลอยอยู่มากกว่า

แม้ผมจะเคยเห็นเรื่องแบบนี้ในละครมาบ้างแต่เมื่อต้องมาเจอจริงๆแล้วมัน ทำอะไรไม่ถูกเลยจริงๆ

“เอ่อ...เอาไงดีละ เราไม่เคยคุยกับคนตายซะด้วยสิ” นี่คงเป็นคำพูดที่งี่เง่าที่สุดเลยก็ว่าได้ แต่มันเป็นเป็นคำพูดเดียวที่ผมจะนึกออกในตอนนี้จริงๆ

“บ้าปะ...เราคุยกันมาตั้งอาทิตย์นึงแล้วนะ”จ๋าบอก มันทำให้ผมตกใจนิดหน่อย อันที่จริงตกใจตั้งแต่เธอบอกว่าเธอตายแล้วนั่นละ “เราตายมาอาทิตย์นึงแล้วนะ...ซันไม่เห็นข่าวเราเลยหรอ”

“เฮ้ย เดี๋ยวๆ งั้นก็หมายความว่า...”ผมพูดค้างไว้ เพราะอาทิตย์ที่ว่าน่ะ ผมยังคุยกับเธออยู่เลย แต่ว่ามีอยู่หนึ่งวันไม่ใช่หรอ?...ที่ผมไม่ได้คุยกับเธอ

“คือ  จะว่าไงดีละ”จ๋าพูดต่อ “คือเราเพิ่งรู้น่ะว่าเราตายได้อาทิตย์นึงแล้วน่ะ”

ผมจ้องมองด้วยไม่อยากจะเชื่อเท่าไรว่ามันจะมีเรื่องแบบนี้จริงๆ ‘คนตายไม่รู้ตัวว่าตาย’

“งั้นอาทิตย์ที่ผ่านมาก็...”ผมกลืนน้ำลายตัวเองเข้าไปอึกใหญ่ อันที่จริงหลายอึกเลยละ

พวกเราตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ไม่นานนักผมก็พูดขึ้นต่อ

“ก็...น่ะ เราก็เพิ่งรู้เนี่ยละว่าตัวเองโดนผีหลอกมาอาทิตย์หนึ่งแล้ว”ตอบ ‘สรุปมันเป็นเรื่องจริงใช้ไหมเนี่ย ไม่ได้มีรายการสาระแนมาแกล้งผมหรอกนะ แต่มันเป็นเรื่องจริง  จริงๆสินะ’

“แล้วทำไมจ๋ามาอยู่ที่ห้องนี้ได้ละ...ไม่ได้ไปเกิดหรอ?”ผมถามไปด้วยเงียบอยู่นานพอสมควร เท่าที่เคยได้ยินมาและตามความเชื่อคนตายก็ต้องไปเกิดสิ

“รู้สึกว่าเราจะมีห่วงอยู่น่ะ”จ๋ายิ้มแล้วบอกเธอเช็ดคาบน้ำตาออกแล้วพูดต่อ “มันเป็นเรื่องตอนที่เรายังไม่รู้ว่าเราตายน่ะ”

ผมไม่พูดอะไรปล่อยให้จ๋าพูดต่อ ยังคงตั้งใจฟังเพราะมันคงเป็นสิ่งเดียวที่ผมจะทำได้ในตอนนี้

“ตั้งแต่รู้จักกันเนี่ย พวกเราเดินออกด้วยกันตลอดเลยเน้อ”

“ก็...จริงนั่นละเดินออกกันสองคน  ตอนนั้นก็จ๋าก็...แล้วสินะ”ผมตอบ พยายามไม่พูดคำว่าตาย “ในตอนนั้นได้คุยอะไรตั้งหลายเรื่องเลยนิเน้อ”

“เราว่าเราชอบซันนะ”จ๋าบอก

 “ห๊ะ…”ผมออกจะตกใจเล็กน้อยที่ได้ยินคำนี้จากคนที่รู้จักไม่กี่อาทิตย์  “เราบอกช้าไปหรือเปล่านะ”เธอยิ้มให้กับผมแม้มันจะเป็นสิ่งที่ยากในตอนนี้ก็ตาม

“เดี่ยวๆ   จ๋าชอบเรา...ตอนไหน  ตั้งแต่ตอนไหน”ผมถามด้วยความสงสัย

“ตั้งแต่ ม.ต้นละมั้ง”

“ห๊ะ...ตอนม.ต้นเราอยู่โรงเรียนเดียวกันหรอ?”เท่าที่ผมจำได้จ๋าย้ายมาจากโรงเรียนอื่นไม่ใช่หรอ

“ไม่หรอก  แต่ซันจำตอน ม.3ได้ปะที่เดอะมอลส์น่ะ”ผมพยายามนึกแต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก

“ตอนนั้นเราที่เราเลือกหนังสืออยู่ จู่ๆซันก็เดินมาบอกว่าเราลืมรูดซิปกระเป๋า  แล้วก็ชวนคุยเรื่องหนังสือใหญ่เลย       ดูซันเสล่อมากเลยนะตอนนั้น” จ๋าหยุดพูดไปสักพัก ผมพอจะนึกออกขึ้นมาบ้าง แต่มันเลือนลางมากซะจนผมไม่เอะใจแม้แต่น้อย

“พอจบม.ต้นเราก็สอบเข้าที่โรงเรียนนี้   เราทั้งตกใจทั้งดีใจมากเลยล่ะที่ได้อยู่ห้องเดียวกันกับซัน”จ๋าบอก มันทำให้ผมยิ่งไม่เข้าใจตัวเองมากขึ้น ว่ามันน่าดีใจตรงไหนกันที่ได้อยู่ห้องเดียวกันกับคนอย่างผม คนที่หลับในห้องมากพอที่จะได้เกรดสี่ หากเปลี่ยนเป็นการตั้งใจเรียนแทน

“หรอ...”ผมคิดคำพูดอะไรไม่ออกอีกแล้วในตอนนี้  

 

“เอาละ...เราไปก่อนนะ”จ๋าบอกแล้วลุกขึ้นเดินออกไปนอกห้อง 

“เดี๋ยวสิ...จ๋า”ผมเรียกเธอ 

“ขอร้องละ...ถ้าจ๋าเป็นผีจริงๆละก็ หลอกเราต่อได้ไหม”ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงพูดประโยคแบบนั้นออกไป คงไม่มีคนสติดีที่ไหนเขาพูดกันแน่ๆ

“จะบ้าหรอ  ไม่กลัวเป็นไข้หัวโก๋นไง”จ๋าหยุดเดินแล้วพูดต่อ “เราไม่ได้ไปไหนไกลเลยนะ”

“ก็จริงนั้นละ...จ๋าไม่ได้ไปไหนเลยด้วยซ้ำ”ผมหลับตาลงแล้วพูดต่อ “จะบอกว่าจ๋าอยู่ข้างๆเราตลอดเวลาหรอ ไม่หรอก จ๋าอยู่ในใจเราต่างหากละ”

“ในเมื่อรู้แล้วก็ช่วยเก็บเรื่องของเราไว้ด้วยนะ...”จ๋าบอกก่อนจะหันมายิ้มให้กับผม

ผมฟุบตัวลงบนโต๊ะข้างหน้าตัวเอง แล้วหลับตาลง จนเห็นเพียงความมืด แม้ประสาทหูยังคงทำงานตามปกติ

“แล้วเจอกันนะ”

..

“อืม...แล้วเจอกัน”

ไม่รู้เมื่อไรที่ผมลืมตาตื่นมาพบน้ำใสๆบนโต๊ะ ในห้อง๑๗๐๗และเพื่อนผมหลายคน จ้องผมที่ตื่นขึ้นมา  มีเสียงจอแจดังไปทั่วไม่ว่าจะในและนอกห้อง  นักเรียนส่วนใหญ่เริ่มขึ้นมาบนชั้นเจ็ดแล้วส่วนใหญ่แล้วจะเป็นนักเรียน ม.ปลาย

“ซันๆ...เดี๋ยวนี้มึงใส่แว่นด้วยหรอวะ”เพื่อนของผมถามขึ้น

“หืม...”ผมเหลือบไปเห็นแว่นตาที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อตัวเอง   ไม่รู้เหมือนกันมาอยู่ในกระเป๋าเสื้อของผมได้ยังไง มันไม่ใช่ของผม... ‘ของใครนะ’  รู้แค่ว่าผมจะเก็บรักษามันให้ดีที่สุด...ผมรู้แค่นั้น

“กูว่ามึงให้มันไปล้างหน้าก่อนเหอะ   ดูดิเซอร์โดยธรรมชาติเลย”เพื่อนของผมอีกคนบอกเมื่อเห็นสภาพของผมที่สุดแสนจะเซอร์โดยธรรมชาติ

ผมลุกขึ้นมา   ขยี้ตาตัวเองเบาๆ รู้สึกว่าตาตัวเองยังแฉะอยู่     มันอาจจะแฉะเพราะผมหลับตานานเกิดไปหรือเพราะว่าผมเพิ่งร้องไห้มากันแน่?   ผมเดินไปพร้อมกับตบต้นขาตัวเองไปตามจังหวะในหัว ‘เพลงอะไรกันนะ?’

ผมกลับมาที่ห้องเรียนอีกครั้ง อาจารย์นั่งรอในห้องเป็นที่เรียบร้อย ผมจึงรีบไปนั่งในที่ของตัวเองโดยเร็ว

ในคาบเรียน ผมไม่ได้สนใจการสอนของอาจารย์แม้แต่น้อย   มีหลายครั้งที่ผมโดนดุ แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็น

ประเด็นคือ เรื่องของจ๋าที่หายไป   หลายคนทำหน้าสงสัย และถามผมว่า “มึงไม่รู้หรอ” 

และคำตอบที่ผมได้คือจ๋าหายตัวไปตั้งหนึ่งอาทิตย์  ซึ่งไม่มีใครรู้เลยว่าหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาผมยังคงคุยกับเธออยู่หลังห้อง  เพราะเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่มีใครเห็นจ๋าเลยนอกจากผม

ผมตกใจเล็กน้อยและก็แอบตลกกับตัวเองไม่ได้   กับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าและช่วงเวลาหนึ่งอาทิตย์ เพียงแต่ไม่ได้เล่าให้ใครฟัง ได้แต่เก็บเรื่องเหล่านั้นไว้ในใจ เก็บมันไว้ในความทรงจำ

“เรื่องจริงสินะ”ผมถามตัวเอง หลายๆครั้งในหนึ่งวัน  อยากจะให้เรื่องทั้งหมดเป็นแค่ความฝัน  ใช่...บางทีผมอาจจะแค่ฝัน อันที่จริงผมอาจจะฝันอยู่ก็ได้  ผมก็แค่ต้องตื่น...แค่ตื่นเท่านั่น

 

“Good  Bye”คาบแรกจบลงแล้ว  ในวันนี้ชีวิตของผมยังคงดำเนินไปได้ด้วยการตบขา การเคาะโต๊ะและจังหวะในหัวที่เป็นเพลงอะไรก็ไม่รู้

และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมไม่อาจจะขาดมันเลยก็ว่าได้

ตึงๆ...ผมรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนของโต๊ะไม้ที่ตัวเองฟุบลงไปเมื่อกลางคาบ  

“ไง...หลับสบายไหม”ผมมองหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของเสียง  เธอยืนอยู่ตรงหน้าผม ในห้องมีเพียงผมและเธอ

…….

…..

..

 “หืม...อืม”

แด่เรื่องราวในความฝัน

ความฝันในชั่วโมงเรียน

และใครสักคนที่ปลุกเราขึ้นมา

ผมเดินออกนอกห้องพร้อมกับตบต้นขาตัวเอง

ไปตามจังหวะในหัวอย่างทุกวัน

“แล้วเจอกันนะ...”

ลงนาม:://แสงแรก\\

 

ลาก่อน...ปีเก่า

posted on 30 Dec 2011 19:07 by ninesun
 
 
"หวัดดีปีใหม่"
ข้อความแนวนี้กระจายตัวไปทั่ว
ไม่ว่าจะเป็น บนมือถือ เฟสบุ๊ค อีเมล์ บลาๆ
เยอะแยะจนอ่านกันแทบไม่ทัน
 
สอง-สามปีได้แล้วมั้งที่ผมได้แต่อ่านข้อความพวกนี้ผ่านทางหน้าจอ
 
แต่กลับได้ยินคำนี้น้อยลงไปทุกที
 
 
ผมนอนอยู่บนเตียงนอน ที่ดูจะรกเป็นพิเศษ
 
แถมไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเตียงนอนได้หรือเปล่าก็ไม่รู้
 
ถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป4-6ถ้วยวางซ้อนกันอยู่ที่ข้างๆเตียง
บนหัวเตียงมีมังงะราวๆ10-30เล่มวางสุมๆอย่างไม่ได้เรียงลำดับเล่ม
 
 
"เอ๊ะ...ปีใหม่แล้วหรอวะ"ผมพูดกับตัวเองก่อนจะลุกขึ้นไปที่หน้าต่าง
 
 
มองดูถนนที่ว่างเปล่า...นานๆครั้งก็จะเห็นรถเมล์ไม่ก็รถวินมอไซค์วิ่งผ่าน
 
ตุบ...ผมเดินกลับมาที่เตียงแล้วทิ้งตัวลงบนที่นอนอีกครั้ง
 
ยื่นมือแล้วเลือกมังงะแบบสุ่มมาอีกหนึ่งเล่ม...อ่านไปซัก
ถึงได้รู้ตัวว่าหิว...จึงลุกไปที่ตู้เย็นเพื่อหาอะไรลงกระเพาะ
 
เปิดตู้เย็น มีแต่เนื้อหมูนิดหน่อย ผักเล็กน้อย ไข่6โหล และนมขวด
 
"โคล่าหายไปไหนวะ"
วิ่งเข้าห้องน้ำล้างหน้าแปลงฟันบลาๆ
เดินออกไปห้างใกล้ซื้อของที่ตั้งการ...โคล่า+มังงะ
 
เดินออกไปข้างนอก ทางห้างจัดกิกรรมมากมาย ตอนกลางวันคนยังพอมี
พอตกดึกคงเยอะหน้าดู  คงวุ่นวายผิดกับตอนนี้
 
เดินกลับมาที่บ้านเข้าสู่ห้องนอนเปิดคอมแล้วก็บลาๆ
 
เปิดเพลงฟัง...ก็ดันคิดถึงเรื่องเก่าๆซะได้
 
'ปีก่อนเราทำอะไรนะ...' 
'ใครนะ...ที่อยู่กับเรา'
'แล้วปีนี้ละ...ทำอะไรดีนะ'
 
กระดกโคล่าลงคออีกอึกหนึ่ง
 
ในห้องนี้...กินเลี้ยงกับเพื่อน
เธอก็อยู่ด้วย
 
แล้วปีนี้ละ...อยู๋คนเดียวหรอ...?
 
...................................................
..............................................
...........................................
.......................................
.....................................
...................................
................................
..............................
............................
.........................
.......................
....................
.................
..............
...........
.........
.......
.....
...
.
 
อยู่คนเดียวจริงๆสินะ...
ผมเดินออกไปข้างนอกอีกครั้ง
ห้างที่เคยว่างเปล่าในตอนเช้า
กลับมีผู้คนยืนจับกลุ่มมากขึ้นจนผิดหูผิดตา
 
10...
9...
8...
7...
6...
5...
4...
3...
2...
1...
0..........
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
"สวัสดีปีใหม่"ผู้คนมากมายตะโกนขึ้นพร้อมกันด้วยความสุข
 
 
สำหรับใคร
การขึ้นปีใหม่...มันอาจจะเป็นเรื่องที่รอคอยมาแสนนา
แต่ใครอีกคนก็ยากอยู่กับเรื่องเก่าๆมากกว่า
 
ปีก่อนน่ะ...ผมมีความสุขกว่านี้อีกนะ
อย่างน้อยๆก็มากกว่าปีนี้ละกัน
 
 
ผมมองดูรูปถ่ายใบหนึ่งในกระเป๋าตัง...ก่อนจะปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา
 
"ลาก่อน...ปีเก่า"
 
แด่ปีเก่าที่ใครหลายคน
อาจจะลืมไปในไม่ช้า
 
 
ลงนาม:://แสงแรก\\

edit @ 31 Dec 2011 19:30:44 by //แสงแรก\\

เลิก...หนี

posted on 27 Dec 2011 19:45 by ninesun

“เราไม่ขอฟังได้ไหม” ผมพูดก่อนจะเดินจากไป เหมือนว่ากำลังหนีจากบางสิ่ง หนีจากคำที่ไม่ต้องการจะฟัง หนีจากคำอธิบายของเธอ  ผมไม่ต้องการมัน  ไม่ต้องการมันตอนนี้

...

.

ผมหลับตาแล้วทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างที่เคย พลางคิดถึงวันพรุ่งนี้

พรุ่งนี้จะทำอะไรดีนะ

พรุ่งจะไปไหนดีนะ

พรุ่งนี้จะกินอะไรได้

พรุ่งนี้....จะทำยังไงดี

ในความนึกคือของที่ที่ไม่ได้มีความคิดละเอียดอ่อนคนหนึ่ง  แทนที่จะนอนหลับทันทีที่หัวถึงหมอนกลับยังคงลืมตาตื่นอยู่บนเตียง  ถ้อยคำบางอย่างยังติดอยู่ในสมอง

“เราเลิกกันเถอะ”คำคำนั่นในวันนี้...

ผมเดินจากออกมา พยามที่จะไม่ร้องไห้...พยามแล้ว...ที่จะไม่ให้มันไหลออกมา

“เรามีคำอธิบายนะ”ผมทำเป็นไม่ได้ยิน ก่อนจะเดินให้เร็วขึ้น...ผมต้องไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด ไมปให้ไกลจากตรงนี้ ไปให้ไกลจากเธอ

แล้วพรุ่งนี้จะทำยังไงดีนะ...ในความคิดมีแต่เรื่องของวันพรุ่งนี้ที่มันจะไม่เหมือนวันก่อน  วันที่เคยผ่านมาวันดีๆที่เคยผ่านมาก มันไม่มีแล้ว 

เมื่อมองดูนาฬิกาบนหัวเตียงเป็นเวลา3ทุ่มกว่าๆ

‘หวังว่าคงยังไม่นอนนะ’

มือหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่ กดเบอร์ที่โทรออกบ่อยที่สุด

“ว่าไง”เสียงจากโทรศัพท์ตอบมา

“นี้เราเลิกกันจริงๆใช่ไหม”ผมถามเพื่อความแน่ใจ  แม้จะรู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงก็ตาม

“อืม...”เสียงนั้นตอบ

“...”ผมเงียบไปพักใหญ่  ด้วยเพราะไม่รู้จะพูดอะไร

“ตอนนี้แกเป็นยังไงบ้างวะ”เธอถาม  

“ก็ดีละมั้ง  พูดยากเหมือนกัน”ผมตอบ  ก่อนจะถามต่อว่า“ถ้าสมมุติ ตอนนั้นฉันขอให้เราไม่เลิกกัน แกจะยอมไหม?”

“ฉันก็ไม่รู้สิ...”เธอบอก... “แต่ฉันมีคำอธิบายนะถ้าแกอยาก...”

“ไม่ต้องหรอก...เราเลิกกันจริงๆไม่ใช่หรอ ไม่จำเป็นหรอก…แค่นี้นะ ฝันดี”ผมตัดสายทิ้งไป

อีกแล้วสินะ...ผมหนีอีกแล้วสินะ หนีจากคำอธิบายของเธอ และหนีจากความจริงที่ว่า...ผมกับเธอเราเลิกกันแล้ว

 

คำอธิบายมันจะสำคัญอะไรสำหรับคนที่ไม่ต้องการ

หากตอนนั้นผมฉุดมือเธอและยอมคลุกเข่า

เธอจะยอมอยู่หรือเปล่านะแล้วพรุ่งนี้...จะเป็นยังไงนะ

จะยิ้มสู้แล้วเริ่มใหม่อีกครั้งหรือจะหนีความจริงอยู่อย่างนี้

แล้วต้องหนีอย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหนนะ...

แต่ถึงจะพยามหนียังไง...ก็คงไม่สามารถหนีได้อยู่ดี

ลงนาม:://แสงแรก\\

ป.ล.หายไปนานช่วงหลังๆนี้ไม่ค่อยได้อัพเลยครับ

พอดีมีงานต้องเขียนเรื่องสั้นส่งเลยถือโอกาศอัพเลย(ฮา)

ปิด

posted on 17 Dec 2011 19:40 by ninesun
 
 
"แก...การบ้านเสร็จยัง"อีกละ...ผมคิดแบบนี้
 
หลายวันหลังจากเปิดเทอมมาได้
 
แล้วและชีวิตก้เข้าสู่งวงจรเดิม
 
ตื่นตี5
รอรถเมล์
โหนสองแถว
ลอกการบ้าน
นั่งเรียนๆๆ
กินข้าวเฮาอา
นั่งเรียนๆๆๆๆๆ
แล้วก็เลิกเรียนมาเฮฮา
แล้วก็โหนสองแถว
รอรถเมล์
แล้วก็กลับบ้านอาบน้ำนอน.....
 
วงจรที่หาไปหลายเดือน
 
"เสร้จแล้ววะ..."ผมตอบไปตามความจริง
"ลอก..."เธอยื่นมือออกมารับ
"ไม่ให้"ผมว่าผมตอบได้น่าตายสุดๆเลยละครับ
แด่หลายเดือนที่ปิดไป
"งก"เธอบอก
"ก็งกไง"ผมยังคงตาบได้กวนบาทาเหมือนเดิม
 
ลงนาม::แสงแรก
 
 
 
 
หลายคนเกิดมาเพื่อจะไปเป็นดาว
 
แต่หลายคนพยายามจะไปเป็นดาว
 
หลายคนสำเร็จ ...ถือว่ามีความพยายาม
แต่คนที่ไม่สำเร็จละ...จะบอกว่าไม่มีความพยายามหรอ?
 
 
"มันไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะไปเป็นดาวได้..."ประโยคนี้อยู่ในหัวผมตลอดเวลา
ประโยคจากหนังเรื่องฝันโคตรๆ
 
"ผมเป็นคนคนนั้นหรือเปล่านะ?" มักจะคิดแบบนี้เสมอเวลาได้ยินประโยคด้านบน
 
มีบุคลหลายคนที่ประสบความสำเร็จจนเรื่องราวของเขาเหล่านั้นได้นำไปถูกสร้างเป็นหลัง
 
สังเกตุดี คนเหล่านั้น
หากเจอปัญหาชีวิตขั้นล่มจมหมดตัว
ก็อาจจะดวงดีขั้นหนึ่งในพันล้าน ประสบความสำเร้จขึ้นมาแบบง่ายๆ
 
ไอ้ดวงดีเนี่ย...ผมฟังไม่ค่อยขึ้นหรอนะครับ
แต่ความพยายามเนี่ยอีกเรื่องนึงมันฟังขึ้นกว่าเยอะ
 
ผมลองคิดเล่นๆว่า...ถ้าเราล้มละลายบ้าง  จะมีโอกาศรวยแบบเปรี้ยงปร้างบ้างมั้ยนะ- -
บางทีก็คิดว่า...เราต้องทำแค่ไหนนะถึงจะเรียกว่าพยายามเต็มที
 
แต่บางทีก้คิดว่ามันยากนะไอ้การที่จะประสบความสำเร็จเนี่ย
ถ้าถามว่าเราใช่ความพยายามกับดวงเพื่อให้ประสบความสำเร็จ
 
ในความคิดผม...มีองค์ประกอบหลักอยู่สามอย่างที่ทำให้เราประสบความสำเร้จ
ความมุ่งมั้น  ประสบการณ์ และดวง
 
บางทีผมรู้สึกว่า  ไอ้ความพยายยามเนี่ยถ้าไม่สำเร็จ ทำให้ตาย ใครมันจะเห็นความพยายาม
 
อืม...ช่วงนี้ผมอ่านการ์ตูนสู้ชีวิตมากเกินไปหรือเปล่านะ
 
เฮ่อ...จบๆๆ
 
แด่ความพยายามที่ไม่มีใครเห็น
และใครก็ตามที่ไม่สามารถไปยัง
จุดที่เรียกว่าความสำเร็จได้
 
ป.ล ช่วงนี้น้ำท่วมหลายที่ครับ...บ้านผมก็ไม่เว้น
ตอนนี้เริ่มลดแล้วละครับ
หายไปนานแล้ว...คิดถึงExteenจัง
 
ลงนาม:://แสงแรก\\
 

รัก...เริ่ม...

posted on 04 Sep 2011 09:46 by ninesun
 
ความรัก...มันเริ่มที่ตรงไหนนะ?
 
มีหลายคยตั้งคำถามแบบนี้ขึ้นมาแล้วก็เลิกที่จะหาคำตอบมัน
 
ผมก็เป็นหนึ่งในนั่นละครับ
 
แต่ทุกวันนี้ในบางครั้งก็ถามตัวเองอีกครั้งว่า"ความรักมันเริ่มจากตรงไหน"
 
"เฮ่อ"ถอนหายใจหนึ่งที่ก่อนมองเพดาณและก็ถอนหายใจอีกที่ก่อนหันมามองหน้าคอม
 
 
 
บางคนบอกว่า...เพราะคนที่ไม่มีความรักสองคนมาเจอกัน มันจึงเกิดเป็นความรัก
 
ใช้ผู้รู้สึกที่เขียนมาส่วนใหญ่จะเขียนแต่พวกรักของชายหญิงมากกว่า
แต่ก็มีบางคนขอร้องให้เขียนyบ้างอะไรบ้าง..."ไม่อะผมขอบายดีกว่า"
 
...............
..........
เอาละเข้าประเด็น
 
 
แต่แล้วยังไงละ...ถ้าคนไม่มีความรักสองคนมาเจอกันจะเป็นยังไงละ
 
บางคนไปดูหนังคนเดียว
อีกคนดูหนังคนเดียว
ซื้อตั๋วติดกัน
เลือกที่นั้งติดกัน
แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไร
แค่ดูหนัง คนเดียว
หนังจบออกจากโรง
 
...............................................
แต่บางทีมันดันเป็นอะไรที่มีปัจจัยหลายอย่าง
อาศัยทั้งเวลาสถาณที่และอะไรอีกหลายๆอย่าง...บลาๆ
"เฮ่อ..."ถอนหายใจซักรอบ
 
 
 
บางคนก็บอกว่า...
คนเราน่ะเห็นเนื้อคู่ของตัวเองวันละหลายๆครั้ง 
คนเราทุกคนมีด้ายแดงเชื่มกันทุกคน
เพียงแต่ว่าเราเลือกจะตามด้ายแดงเส้นไหนแค่นั้นเอง
แล้วเรากล้าพอหรือเปล่าที่จะตามด้ายแดงนั้นไป
 
อันนี้ผมพอฟังขึ้นวะครับ
คือบางทีเวลาเดินห้างเนี่ย
มันก็มีบ้างที่เราเจอคนที่เราแบบว่า...ชอบอะนะ
แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนนี้ที่จะเดินเข้าไปทักคนเหล่านั้น
 
มีรุ่นพี่คนหนึ่งบอกกับผมว่า
"แฟนที่คบอยู่ตอนนี้เป็นคนที่ไปเจอตอนทำบุญต่างจังหวัด"
............
......
อืม...คิดแล้วก็นะ
แด่คนโสด
เฮ่อ...ได้กลับมาบ่นในนี้อีกแล้วสิครับ
เฮ๋อ...ไม่ได้เข้ามาตั้งนาน
คิดถึงจริงๆ
ช่วงนี้ก็จะสอบอีกแล้วสิ
เฮ่อ...คนเราเนี่ย...เจอเนื้อคู่วันละหลายๆครั้ง
แต่ไอ้ที่ได้คุยจริงๆน่ะ...แทบไม่มีเลยนะเนี่ย
 
ลงนาม:://แสงแรก\\