เล่าแล้วก็ได้
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วห่างจากพ.ศ.ที่เป็นอยู่ไม่มากเท่าไรอันที่จริงมันก็คือ พ.ศ. ที่มันเป็นอยู่เนี่ยละ
ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ความเจริญยังเข้าถึง
มีถนน
มีผู้คน
มีต้นไม้
มีหมา
มีแมว
มีบ้าน(แน่นอนต้องมีบ้านเพราะมันเป็นหมู่บ้าน)
ผมก็อยู่ในหมู่บ้านที่ว่าเนี่ยละ
อ่อลืมบอกไปหมู่บ้านนี้มีโรงเรียน
เฮ้...อย่าพึ่งทำหน้าเหยเก ซิ
ตามหลักดรงเรียนมีไว้ทำอะไรกันละ...แน่นอนว่าโรงเรียนน่ะมันมีมานานแล้วละแล้วก็มีหลายที่ยังกับดอกเห็ดแน่ะ
โรงเรียนเป็นสถานที่เพื่อการศึกษา ให้เด็กที่ไม่มีการศึกษาได้มีการศึกษา ถ้าคิดแบบให้ดูดีมันเป็นแบบนั้น
แต่ในความคิดผมมันตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง...เอาเหอะอย่าไปสนใจเรื่องโรงเรียนเลย
มันก็แค่ส่วนหนึ่งในชีวิตที่ผมต้องเจอน่ะนะ
ตื่นแต่เช้าเดินเท้าประมาณ400เมตรจากหน้าบ้านเข้าโรงเรียนให้ทันก่อนเวลา8โมง
โอเคนะ...
“ลูกสนตื่นได้แล้ว หนูนาเขามารอตั้งนานแล้วนะ” เสียงของแม่...มีอนุภาพยิ่งกว่าระเบิดปรมาณู ที่ลง ฮิโรชิมาตอนสงครามโลกครั้งที่สองอีกนะ
ผมรู้ได้ทันทีเลยว่าถ้าไม่รีบฝืน สังขานตัวเองเข้าห้องน้ำ อาบน้ำแปรฟันแล้วก็ใส่ชุดนักเรียน คงมีระเบิดลูกที่สองลงที่นางาซากิด้วยเป็นแน่ๆ...แต่ก็อย่าว่านั่นละ ‘ไม่ใช่ประเด็น’
จริงๆนะ...ไม่ใช่ประเด็น
และเพื่อป้องกันไม่ให้ระเบิดปรมาณูลงที่นางาซากิ อีกที่ผมคงต้องลุกไปโรงเรียนแล้วละ...ลาก่อนเตียงนอนอันแสนสงบของข้า
และก็ยังไม่ใช่ประเด็นอยู่ดี
“เร็วๆสิลูกสนปล่อยให้หนูนาเขามารอทุกวันมันไม่ดีนะ”เสียงของแม่ที่ลดอนุภาพลงมาแล้ว แต่ในความเป็นจริงผมก็ไม่สามารถช่วยนางาซากิและฮิโรชิมาได้อยู่ดี (เพราะผมยังไม่เกิดเลย...แน่นอนมันไม่ใช่ประเด็น)
“คร้าบๆ”เสียงผมดูเศร้าๆนะ คงเพราะไม่สามารถปกป้องฮิโรชิมาได้ละมั้ง
ผมหยิบขนมปังจากห่อมา4แผ่นและนมรสกาแฟอีกสองกล่องในตู้เย็น
“ไปละคร้าบบ”ผมเดินออกจากบ้านแสนสุขอย่างไม่เป็นสุขเท่าไรในความคิดยังคำนึงถึงเตียงนอนอยู่ทุกลมหายใจ
“สายเสมอเลยนะสน”นาหรือหนูนา เพื่อนสมัยเด็กจนถึงตอนนี้บ้านนาอยู่เกือกหน้าหมู่บ้าน ทุกเช้าจึงมารอผมที่บ้านอยู่ห่างจากโรงเรียนไม่ไกล มันก็ไม่เลวร้ายนักหรอนะ
ว่ากันว่าวัยรุ่นชายโสดผู้โหยหาความรักทั้งหลาย...ไอ้การมีสาวน้อยน่ารักมารอหน้าบ้านตอนไปโรงเรียนเนี่ย...ถือเป็นความฝันสูงสุดเลยทีเดียว
แต่ในชีวิตจริงมันก็ไม่ได้หวานแหววน่ายินดีอะไรขนาดนั่น...แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายซะทีเดียวหรอก
เอาเป็นว่า...นี้ก็...
“ไม่ใช่ประเด็นซักหน่อย”ผมพูดออมาขณะที่เดินอยู่ริมถนนโยที่นากำลังเข็นจักรยานตามมา
“นายจะบอกว่าเข้าช้าก็ไม่เป็นไรหรอ”
“เปล่าแค่จะบอกว่ายังไงก็เข้าแถวทันอยู่แล้ว”ผมบอกทั้งๆที่ยังมีขนมปังอยู่ในปาก
…………
“บอกแล้วไงว่าทัน”แน่นอนว่าเกือบไม่ทัน
“ครั้งหน้าฉันไม่รอนายแล้วนะ”นาพูดทั้งๆที่ยังเหนื่อยอยู่แม้จะนั่งอยู่ในห้องเรียนแล้วก็ตาม
มันก็ไม่เลวเท่าไรหรอกนะที่มีคนมาโรงเรียนเป็นเพื่อนน่ะ...ละมั้ง
ตกเย็น...
และแล้วก็จบไปอีกหนังวัน ในการศึกษาหาความรู้(แน่นอน ว่าในความหมายที่สวยหรู)
“ไอ้สน...เตะบอลกัน”เพื่อนกลุ่มเดิมที่รู้จักกันมานานพอสมควร ตะโกนเรียกผมให้รีบไปช่วยแก้เกมในครึ่งหลัง...เป็นคนมีความสามารถก็ลำบากอย่างงี้ละ
เกือบหกโมงเย็นพวกผมถึงได้ออกจากโรงเรียนกัน บางคนบ้านก็อยู่ในหมู่บ้านที่ว่านี้ละ ไม่แปลกเท่าไรที่จะมีจักรยานหรือบางคนก็เดินกลับบ้านเช่นผม
แต่ที่ดูแปลกคงเป็นพวกที่บ้านไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านแต่เดินออกกันเนี่ยละ ทั้งๆที่จริงก็มีรถสองแถวเข้าออกอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็พอจะเข้าใจอย่างหนึ่งคือเวลานี้มันรอรถนาน…เดินเท้ายังเร็วกว่าเป็นไหนๆ
ระยะทางก็แค่ 2กิโลเมตร...แค่นั่นเอง...แค่2กิโลเมตรเองแค่นั่นจริงนะจะบอกให้ มันก็ไม่ไกลเท่าไรหรอก...คิดว่านะ
เอาจริงแล้วระยะทางที่ผมต้องเดินน่ะมันก็แค่500เมตรนิดหน่อยเอง
ด้านความปลอดภัยตอนกลางคืนก็มีอยู่นะ...ตั้งแต่อยู่มาเนี่ยยังไม่เคยโดนปล้นหรือประสบอุบัติเหตุแม้ซักครั้ง ถึงยังงั้นก็เหอะ....ผมว่าคงไม่มีใครอยากเจอหรอก
มั้ง...
ตึง...
.................
............
.......
....
เอ๊ะ...ผมชนเข้ากับอะไรบางอย่างหรือเปล่าเนี่ย
เอ่อ...แล้วทำไม่ผมถึงรู้สึกเหมือนว่าตัวเองล้มลงนะ
ถ้าผมเป็นฝ่ายชน...ผมไม่น่ารู้สึกว่าล้มนะ...บางทีผมอาจจะเป็นฝ่ายถูกชนก็ได้มั้ง...
‘ช่างมันเหอะ...อยากนอนจัง’ผมคิดก่อนจะค่อยๆปิดหนังตาลง
เท่าที่พอจำได้...ก็ได้ยินของพวกเพื่อนที่เดินออกมาด้วยกัน
เสียงของนา...เสียงของไอ้จั้ดแล้วก็ไอ้ซัน
‘หนวกหูจัง...เงียบๆกันไม่เป็นไง’และแล้วอะไรก็เหมือนเงียบไปทันที
...........
......
....
.
เอ่อ...พูดอะไรหน่อยก็ได้นะ...เงียบๆแบบนี้มันวังเวงยังไงไม่รู้
“คร่อก...”เอ่อ..ก็ยังดีนะ
ผมค่อยๆลืมตาขึ้นมาช้าๆ...รู้สึกดีนะที่ได้ลืมตาอย่างช้าๆไม่งั้นสายตาคงปรับตัวไม่ทันแน่ๆ
รู้ตัวอีกทีผมกำลังนอนอยู่ในห้องพักของโรงพยาบาลหน้าหมู่บ้าน...มองดูนาฬิกาก็สี่ทุ่มแล้วละ
เอ่อ...สี่ทุ่มเลยหรอ...จริงดิ...อกดูราการโปรดไม่ทันวะแล้วสิ...แย่จัง
“คร่อก...”เสียงที่ปลุกผมยังดังอยู่...ร่างหนึ่งกำลังนั่งหลับอยู่ข้างๆเตียงกำลังซบหน้าลงบนเตียงนอนของผม...นาไม่ใช้หรอ
ภาพตรงหน้าคือภาพของเพื่อนในวัยเด็กที่นอนเฝ้าผมอยู่....ผมค่อยๆเอื้อมมือๆไปสะกิดนาที่หลับอยู่อย่างช้าๆ
“ห๊ะ...”จู่ๆนาก็ลุกพรวดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย...แต่ก็อย่างว่ามันจะมีปี่และขลุ่ยได้ยังไงนี้ไม่ใช่ห้องดนตรีไทยนี้น่าจะมีปี่มีขลุ่ยได้ยังไง
“เอ่อ...ตื่นแล้วหรอ”ผมถามขึ้น ที่จริงๆมันควรเป็นคำถามของนาไม่ใช่ผมนะผมคิดว่ามันน่าจะเป็นอย่างงั้น...จริงๆ
“เอ่อ...ดะ...เดี่ยว”นาพูดตะกุกตะกัก...เหมือนกับนักแสดงที่ลืมบทพูด “เราไปตามหมอมานะ”นาพูดพร้อมกับวิ่งออกไปอย่างร้อนรนจนเกือบจะสะดุจขาตัวเองด้วยซ้ำ
......
....
..
ซักพักหมอก็เข้ามามาพร้อมกับบอกว่า
“จะกลับบ้านเลยก็ได้นะ…แค่ข้อเท้าขวาพลิกแล้วก็แขนหักหมอใส่เฝือกให้แล้วนะครับเดี่ยวก็หาย”หมอบอกก่อนจะเดินออกไป ผมเองก็พึ่งจะสังเกตเห็นเฝือกที่แขนและขาเนี่ยละ...ว่าแต่ข้อเท้าพลิกเขาใส่เฝือกด้วยหรอ...ช่างมันเหอะยังไงก็ไม่ใช่ประเด็น
“กลับบ้านเลยมั้ยสน”นาถามขึ้น
“กลับเลย...ดีกว่านะ”ผมบอก
“งั้นเราโทรบอกคุณน้าให้นะ”นากดหาเบอร์ของแม่ผมในมือถือทันที
.............
..........
.......
เช้าวันรุ่งขึ้น
ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดแขนปวดขา...อันที่จริงอาจจะไม่ได้นอนด้วยซ้ำ
‘น่าจะโดนหนักกว่านี้นะ’ผมคิด... ‘ที่จริงสำออยแล้วหาเรื่องหยุดก็ได้มั้ง’อันที่จริงน่าจะได้นะช่างเหอะ...มันไม่ใช่ประเด็นอยู่ดี
“แม่คร้าบบบ...ผมไปแล้วนะคร้าบบบ”ผมเดินออกจากประตูบ้านไปอย่างเคย...
อันที่จริง...มันลำบากกว่าเคยนะ
ก็ตั้ง500เมตรจากบ้านถึงโรงเรียนโดยที่ขาใช่ได้แค่ข้างเดียวอีกมือหนึ่งก็ถือไม้ค้ำลำบากสุดๆเลยละ...แต่ก็ยังไม่ใช่ประเด็นอยู่ดี
เอี้ยด...จักรยานคันเดิมที่คุ้นตาหยุดลงตรงหน้าผม นาที่นั่งอยู่พูดขึ้น
“รอกันบ้างสิสน”ผมตกใจเล็กน้อยที่เห็นนานั่งหอบอยู่บนจักรยาน “ขึ้นมาดิเดี่ยวไปส่ง”นาบอก ซึ่งผมยังงงๆอยู่ดี
“เอ่อ....ไม่ดีมั้งเราเป็นผู้ชายนะ”ผมบอก “ไม่ดีหรอก”
“ผู้ชายขาหัก”นาพูดแทงใจดำผมทีเดียว“ขึ้นมาเหอะ...ไปไม่ทันพอดี”
“งั้นให้เราปั้นนะ”ผมบอก
“เจียมสังขารตัวเองบ้างก็ได้นะสน”ผมไม่สามารถหาข้อโต้แย่งใดๆได้อีก
ผมขึ้นไปนั้งข้างหลังแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก
นาค่อยถีบจักรยานออกไปอย่างช้าๆ...แรกๆมันทำท่าจะล้มตั้งหลายครั้งแต่มันก็พาผมเข้าโรงเรียนได้อย่างปลอดภัยและทันเวลา...ก็ดีนะ
“นา...”
“หืม...”
“ตอนเย็นไม่ต้องนะกลัวกลับไปถึงบ้านวะ”ผมบอก นาหันมามองค้อนก่อนจะเดินไปอย่างงอลๆ
“เฮ้ย...นา”ผมเรียกเธออีกครั้ง
“อะไร”
“ขอบใจนะ”
“...”
…..
….
…
..
.
นารีบวิ่งเข้าประตูดรงเรียนไปโดยที่ไม่รอผม
“เป็นอะไรวะ”
วันนี้ก็...สนุกดีนะ...ถึงทำอะไรไม่ค่อยถนัดก็เหอะ
ห้าโมงเย็น....เวลากลับบ้านอีกครั้ง
พวกเพื่อนกลุ่มเดิมยังชวนกันเดินกลับบ้านเหมือนเดิมทั้งที่บ้านอยู่ใกล้และไกล
“ไอ้สนให้พวกกูช่วยแบกปะ”ไอ้จั้ด...หนึ่งในเพื่อนของผมพูดขึ้น
“ไปเป็นไรวะ...เดินนิดเดียวก็ถึงละ”ผมตอบ
“แน่ใจ...กูไม่ง้อนะเว้ย”ซันเพื่อนอีกคนพูดขึ้น
“ไปง้อแฟนแกเหอะ”ผมตอบ
แล้วก็เกิดเสียงหัวเราะขึ้น...อย่างที่เคยเป็น
เพื่อนส่วนใหญ่...เริ่มเดินห่างผมออกไปเรื่อยๆปกติแล้วไม่ใช่แบบนี้
อาจเพราะผมไม่สามารถเดินได้อย่างเมื่อก่อน
หรืออะไรก็ตาม...มันก็ไม่ใช่ประเด็น
“วันนี้ให้เราไปอยู่เป็นเพื่อนมั้ย”นาพูดขึ้น
“เออ...แล้วแต่ดิ วันนี้แม่ไม่อยู่ด้วย”
“แล้วจะกินอะไรเปล่าเดี่ยวเราซื้อเข้ามาให้”
“อะไรก็ได้”ผมตอบ “เอาเป็นที่มีเนื้อเยอะๆนะไม่ชอบผัก”
“อยู่ม.5 แล้วยังไม่ยอมกินผักอีกนะ”
“ก็ไม่ชอบนี้หว่า”
“ขึ้นมานั่งบนจักรยานก็ไม่ว่าหรอกนะ”นาบอก
“ไม่ต้องหรอกเดี่ยวก็ถึงแล้วละ”
“….”
โดยปกติดแล้ว...ผมกับนา...ได้คุยกันแบบนี้หรือเปล่านะ
ถ้าจำไม่ผิด...จะเป็นพวกข้างหน้าหรือเปล่านะที่คุยกันตลอดเวลากลับบ้านแล้วปกติดนาเดินคุยกับใครนะ
ผมหันไปมองข้างหลังก็พบเพื่อนของนาที่เดินออกมาด้วยกัน
ปกติแล้วนามักจะอยู่กับกลุ่มนี้ไม่ใช่หรอ...เมื่อมองย้อนกลับไป
‘มีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไปหรือเปล่านะ?’
เป็นคำถามที่แล่นเข้ามาในหัวผม...
“นา”ผมเรียกเธอ
“อยากกินอะไรอีกหรอ?”
“ขอบคุณนะ”ผมบอก...คิดว่านี้คงเป็นคำพูดที่เหมาะที่สุดแล้วละ
“อืม…”
แด่เส้นทางที่แสนสั้น
หรือเส้นทางที่ยาวไกล
อาจมีบางวันที่เราต้องเดินคนเดียว
หรือคิดว่าเดินอยู่คนเดียว
แต่บางวันก็มีคนที่เดินอยู่ข้างหน้าเรา
หรือบางคนก็เดินอยู่ข้างหลังเรา
แต่ลองคิดดู...ในวันทีเราไม่สามารถเดินได้อย่างเก่า
มีซักกี่คนที่พร้อมจะเดินอยู่ข้างๆ บนถนนแห่งนี้
“ขอบคุณนะ...ที่เดินข้างๆ”
ลงนาม::แสงแรก