ถนนข้างๆ

posted on 02 May 2012 09:52 by ninesun directory Fiction, Diary, Idea

เวลาเดินกับใครบางคน...

ที่คุณให้ความสำคัญ

หรือเขาให้ความสำคัญกับคุณ

ทั้งๆที่เขาคนนั้นก็ไม่ได้สำคัญเท่าไร...

 

คุณเดินอยู่ตรงไหนนะ?

นั่นสิ...ว่าแต่ใครนะที่เดินกับคุณ...

.........

......

....

...

..

.

แต่จะว่าไป...

 

คุณหาคนที่จะเดินไปด้วยกันก่อนดีกว่ามั้ย...

 

 

โอเค...ผมขอโทษ

ห๊ะ...ผมไม่ได้ทำผิด   แต่ทำไมผมถึงรู้สึกผิดนะ

จริงๆนะผมไม่ได้ทำอะไรผิดซักหน่อยเพราะงั้นอย่าทำหน้าเหมือนผมพูดแทงใจดำจนคุณอยากซัดหน้าผมสิ

 

โอเคๆ...ผมไม่แซวละ

 น่าๆ...อย่าทำพ่อง้อแม่งอลอยู่เลย  เดี่ยวผมจะเล่าเรื่องของผมให้ฟังก็ได้แม้คุณจะไม่อยากฟังก็เหอะ...

 

 

เปล่านะ...ผมไม่ได้เยาะเย้ยคุณซักหน่อย...ผมแค่กำลังจะเล่า

 

 


 

ใจเย็นหน่อย...ผมกำลังจะเล่าไง

 

 

 


กำลัง...โหลด

 

 


 

 

เล่าแล้วก็ได้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วห่างจากพ.ศ.ที่เป็นอยู่ไม่มากเท่าไรอันที่จริงมันก็คือ พ.ศ. ที่มันเป็นอยู่เนี่ยละ

ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ความเจริญยังเข้าถึง 

มีถนน

มีผู้คน

มีต้นไม้

มีหมา

มีแมว

มีบ้าน(แน่นอนต้องมีบ้านเพราะมันเป็นหมู่บ้าน)

 

ผมก็อยู่ในหมู่บ้านที่ว่าเนี่ยละ

อ่อลืมบอกไปหมู่บ้านนี้มีโรงเรียน

 

เฮ้...อย่าพึ่งทำหน้าเหยเก ซิ

ตามหลักดรงเรียนมีไว้ทำอะไรกันละ...แน่นอนว่าโรงเรียนน่ะมันมีมานานแล้วละแล้วก็มีหลายที่ยังกับดอกเห็ดแน่ะ

โรงเรียนเป็นสถานที่เพื่อการศึกษา ให้เด็กที่ไม่มีการศึกษาได้มีการศึกษา ถ้าคิดแบบให้ดูดีมันเป็นแบบนั้น

แต่ในความคิดผมมันตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง...เอาเหอะอย่าไปสนใจเรื่องโรงเรียนเลย

มันก็แค่ส่วนหนึ่งในชีวิตที่ผมต้องเจอน่ะนะ

ตื่นแต่เช้าเดินเท้าประมาณ400เมตรจากหน้าบ้านเข้าโรงเรียนให้ทันก่อนเวลา8โมง

โอเคนะ...

 

“ลูกสนตื่นได้แล้ว หนูนาเขามารอตั้งนานแล้วนะ” เสียงของแม่...มีอนุภาพยิ่งกว่าระเบิดปรมาณู ที่ลง ฮิโรชิมาตอนสงครามโลกครั้งที่สองอีกนะ

ผมรู้ได้ทันทีเลยว่าถ้าไม่รีบฝืน สังขานตัวเองเข้าห้องน้ำ อาบน้ำแปรฟันแล้วก็ใส่ชุดนักเรียน  คงมีระเบิดลูกที่สองลงที่นางาซากิด้วยเป็นแน่ๆ...แต่ก็อย่าว่านั่นละ  ‘ไม่ใช่ประเด็น’

 

จริงๆนะ...ไม่ใช่ประเด็น

และเพื่อป้องกันไม่ให้ระเบิดปรมาณูลงที่นางาซากิ อีกที่ผมคงต้องลุกไปโรงเรียนแล้วละ...ลาก่อนเตียงนอนอันแสนสงบของข้า

และก็ยังไม่ใช่ประเด็นอยู่ดี

“เร็วๆสิลูกสนปล่อยให้หนูนาเขามารอทุกวันมันไม่ดีนะ”เสียงของแม่ที่ลดอนุภาพลงมาแล้ว แต่ในความเป็นจริงผมก็ไม่สามารถช่วยนางาซากิและฮิโรชิมาได้อยู่ดี (เพราะผมยังไม่เกิดเลย...แน่นอนมันไม่ใช่ประเด็น)

“คร้าบๆ”เสียงผมดูเศร้าๆนะ คงเพราะไม่สามารถปกป้องฮิโรชิมาได้ละมั้ง

ผมหยิบขนมปังจากห่อมา4แผ่นและนมรสกาแฟอีกสองกล่องในตู้เย็น

“ไปละคร้าบบ”ผมเดินออกจากบ้านแสนสุขอย่างไม่เป็นสุขเท่าไรในความคิดยังคำนึงถึงเตียงนอนอยู่ทุกลมหายใจ

 

“สายเสมอเลยนะสน”นาหรือหนูนา  เพื่อนสมัยเด็กจนถึงตอนนี้บ้านนาอยู่เกือกหน้าหมู่บ้าน ทุกเช้าจึงมารอผมที่บ้านอยู่ห่างจากโรงเรียนไม่ไกล มันก็ไม่เลวร้ายนักหรอนะ

ว่ากันว่าวัยรุ่นชายโสดผู้โหยหาความรักทั้งหลาย...ไอ้การมีสาวน้อยน่ารักมารอหน้าบ้านตอนไปโรงเรียนเนี่ย...ถือเป็นความฝันสูงสุดเลยทีเดียว

แต่ในชีวิตจริงมันก็ไม่ได้หวานแหววน่ายินดีอะไรขนาดนั่น...แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายซะทีเดียวหรอก

เอาเป็นว่า...นี้ก็...

“ไม่ใช่ประเด็นซักหน่อย”ผมพูดออมาขณะที่เดินอยู่ริมถนนโยที่นากำลังเข็นจักรยานตามมา

“นายจะบอกว่าเข้าช้าก็ไม่เป็นไรหรอ”

“เปล่าแค่จะบอกว่ายังไงก็เข้าแถวทันอยู่แล้ว”ผมบอกทั้งๆที่ยังมีขนมปังอยู่ในปาก

…………

“บอกแล้วไงว่าทัน”แน่นอนว่าเกือบไม่ทัน

“ครั้งหน้าฉันไม่รอนายแล้วนะ”นาพูดทั้งๆที่ยังเหนื่อยอยู่แม้จะนั่งอยู่ในห้องเรียนแล้วก็ตาม

มันก็ไม่เลวเท่าไรหรอกนะที่มีคนมาโรงเรียนเป็นเพื่อนน่ะ...ละมั้ง

 

 

ตกเย็น...

และแล้วก็จบไปอีกหนังวัน ในการศึกษาหาความรู้(แน่นอน ว่าในความหมายที่สวยหรู)

“ไอ้สน...เตะบอลกัน”เพื่อนกลุ่มเดิมที่รู้จักกันมานานพอสมควร  ตะโกนเรียกผมให้รีบไปช่วยแก้เกมในครึ่งหลัง...เป็นคนมีความสามารถก็ลำบากอย่างงี้ละ

เกือบหกโมงเย็นพวกผมถึงได้ออกจากโรงเรียนกัน บางคนบ้านก็อยู่ในหมู่บ้านที่ว่านี้ละ  ไม่แปลกเท่าไรที่จะมีจักรยานหรือบางคนก็เดินกลับบ้านเช่นผม

แต่ที่ดูแปลกคงเป็นพวกที่บ้านไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านแต่เดินออกกันเนี่ยละ ทั้งๆที่จริงก็มีรถสองแถวเข้าออกอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็พอจะเข้าใจอย่างหนึ่งคือเวลานี้มันรอรถนาน…เดินเท้ายังเร็วกว่าเป็นไหนๆ

ระยะทางก็แค่ 2กิโลเมตร...แค่นั่นเอง...แค่2กิโลเมตรเองแค่นั่นจริงนะจะบอกให้   มันก็ไม่ไกลเท่าไรหรอก...คิดว่านะ

เอาจริงแล้วระยะทางที่ผมต้องเดินน่ะมันก็แค่500เมตรนิดหน่อยเอง

ด้านความปลอดภัยตอนกลางคืนก็มีอยู่นะ...ตั้งแต่อยู่มาเนี่ยยังไม่เคยโดนปล้นหรือประสบอุบัติเหตุแม้ซักครั้ง  ถึงยังงั้นก็เหอะ....ผมว่าคงไม่มีใครอยากเจอหรอก

มั้ง...

 

ตึง...

.................

............

.......

....

เอ๊ะ...ผมชนเข้ากับอะไรบางอย่างหรือเปล่าเนี่ย

เอ่อ...แล้วทำไม่ผมถึงรู้สึกเหมือนว่าตัวเองล้มลงนะ

ถ้าผมเป็นฝ่ายชน...ผมไม่น่ารู้สึกว่าล้มนะ...บางทีผมอาจจะเป็นฝ่ายถูกชนก็ได้มั้ง...

‘ช่างมันเหอะ...อยากนอนจัง’ผมคิดก่อนจะค่อยๆปิดหนังตาลง

เท่าที่พอจำได้...ก็ได้ยินของพวกเพื่อนที่เดินออกมาด้วยกัน

เสียงของนา...เสียงของไอ้จั้ดแล้วก็ไอ้ซัน

‘หนวกหูจัง...เงียบๆกันไม่เป็นไง’และแล้วอะไรก็เหมือนเงียบไปทันที

...........

......

....

.

เอ่อ...พูดอะไรหน่อยก็ได้นะ...เงียบๆแบบนี้มันวังเวงยังไงไม่รู้

“คร่อก...”เอ่อ..ก็ยังดีนะ

ผมค่อยๆลืมตาขึ้นมาช้าๆ...รู้สึกดีนะที่ได้ลืมตาอย่างช้าๆไม่งั้นสายตาคงปรับตัวไม่ทันแน่ๆ

รู้ตัวอีกทีผมกำลังนอนอยู่ในห้องพักของโรงพยาบาลหน้าหมู่บ้าน...มองดูนาฬิกาก็สี่ทุ่มแล้วละ

เอ่อ...สี่ทุ่มเลยหรอ...จริงดิ...อกดูราการโปรดไม่ทันวะแล้วสิ...แย่จัง

“คร่อก...”เสียงที่ปลุกผมยังดังอยู่...ร่างหนึ่งกำลังนั่งหลับอยู่ข้างๆเตียงกำลังซบหน้าลงบนเตียงนอนของผม...นาไม่ใช้หรอ

ภาพตรงหน้าคือภาพของเพื่อนในวัยเด็กที่นอนเฝ้าผมอยู่....ผมค่อยๆเอื้อมมือๆไปสะกิดนาที่หลับอยู่อย่างช้าๆ

“ห๊ะ...”จู่ๆนาก็ลุกพรวดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย...แต่ก็อย่างว่ามันจะมีปี่และขลุ่ยได้ยังไงนี้ไม่ใช่ห้องดนตรีไทยนี้น่าจะมีปี่มีขลุ่ยได้ยังไง

“เอ่อ...ตื่นแล้วหรอ”ผมถามขึ้น  ที่จริงๆมันควรเป็นคำถามของนาไม่ใช่ผมนะผมคิดว่ามันน่าจะเป็นอย่างงั้น...จริงๆ

“เอ่อ...ดะ...เดี่ยว”นาพูดตะกุกตะกัก...เหมือนกับนักแสดงที่ลืมบทพูด “เราไปตามหมอมานะ”นาพูดพร้อมกับวิ่งออกไปอย่างร้อนรนจนเกือบจะสะดุจขาตัวเองด้วยซ้ำ

......

....

..

ซักพักหมอก็เข้ามามาพร้อมกับบอกว่า

“จะกลับบ้านเลยก็ได้นะ…แค่ข้อเท้าขวาพลิกแล้วก็แขนหักหมอใส่เฝือกให้แล้วนะครับเดี่ยวก็หาย”หมอบอกก่อนจะเดินออกไป ผมเองก็พึ่งจะสังเกตเห็นเฝือกที่แขนและขาเนี่ยละ...ว่าแต่ข้อเท้าพลิกเขาใส่เฝือกด้วยหรอ...ช่างมันเหอะยังไงก็ไม่ใช่ประเด็น

“กลับบ้านเลยมั้ยสน”นาถามขึ้น

“กลับเลย...ดีกว่านะ”ผมบอก

“งั้นเราโทรบอกคุณน้าให้นะ”นากดหาเบอร์ของแม่ผมในมือถือทันที

.............

..........

.......

เช้าวันรุ่งขึ้น

ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดแขนปวดขา...อันที่จริงอาจจะไม่ได้นอนด้วยซ้ำ

‘น่าจะโดนหนักกว่านี้นะ’ผมคิด... ‘ที่จริงสำออยแล้วหาเรื่องหยุดก็ได้มั้ง’อันที่จริงน่าจะได้นะช่างเหอะ...มันไม่ใช่ประเด็นอยู่ดี

“แม่คร้าบบบ...ผมไปแล้วนะคร้าบบบ”ผมเดินออกจากประตูบ้านไปอย่างเคย...

อันที่จริง...มันลำบากกว่าเคยนะ

ก็ตั้ง500เมตรจากบ้านถึงโรงเรียนโดยที่ขาใช่ได้แค่ข้างเดียวอีกมือหนึ่งก็ถือไม้ค้ำลำบากสุดๆเลยละ...แต่ก็ยังไม่ใช่ประเด็นอยู่ดี

เอี้ยด...จักรยานคันเดิมที่คุ้นตาหยุดลงตรงหน้าผม นาที่นั่งอยู่พูดขึ้น

“รอกันบ้างสิสน”ผมตกใจเล็กน้อยที่เห็นนานั่งหอบอยู่บนจักรยาน “ขึ้นมาดิเดี่ยวไปส่ง”นาบอก ซึ่งผมยังงงๆอยู่ดี

“เอ่อ....ไม่ดีมั้งเราเป็นผู้ชายนะ”ผมบอก “ไม่ดีหรอก”

“ผู้ชายขาหัก”นาพูดแทงใจดำผมทีเดียว“ขึ้นมาเหอะ...ไปไม่ทันพอดี”

“งั้นให้เราปั้นนะ”ผมบอก

“เจียมสังขารตัวเองบ้างก็ได้นะสน”ผมไม่สามารถหาข้อโต้แย่งใดๆได้อีก

ผมขึ้นไปนั้งข้างหลังแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก

นาค่อยถีบจักรยานออกไปอย่างช้าๆ...แรกๆมันทำท่าจะล้มตั้งหลายครั้งแต่มันก็พาผมเข้าโรงเรียนได้อย่างปลอดภัยและทันเวลา...ก็ดีนะ

“นา...”

“หืม...”

“ตอนเย็นไม่ต้องนะกลัวกลับไปถึงบ้านวะ”ผมบอก นาหันมามองค้อนก่อนจะเดินไปอย่างงอลๆ

“เฮ้ย...นา”ผมเรียกเธออีกครั้ง

“อะไร”

“ขอบใจนะ”

“...”

…..

….

..

.

นารีบวิ่งเข้าประตูดรงเรียนไปโดยที่ไม่รอผม

“เป็นอะไรวะ”

 

วันนี้ก็...สนุกดีนะ...ถึงทำอะไรไม่ค่อยถนัดก็เหอะ

ห้าโมงเย็น....เวลากลับบ้านอีกครั้ง

พวกเพื่อนกลุ่มเดิมยังชวนกันเดินกลับบ้านเหมือนเดิมทั้งที่บ้านอยู่ใกล้และไกล

“ไอ้สนให้พวกกูช่วยแบกปะ”ไอ้จั้ด...หนึ่งในเพื่อนของผมพูดขึ้น

“ไปเป็นไรวะ...เดินนิดเดียวก็ถึงละ”ผมตอบ

“แน่ใจ...กูไม่ง้อนะเว้ย”ซันเพื่อนอีกคนพูดขึ้น

“ไปง้อแฟนแกเหอะ”ผมตอบ

แล้วก็เกิดเสียงหัวเราะขึ้น...อย่างที่เคยเป็น

เพื่อนส่วนใหญ่...เริ่มเดินห่างผมออกไปเรื่อยๆปกติแล้วไม่ใช่แบบนี้

อาจเพราะผมไม่สามารถเดินได้อย่างเมื่อก่อน

หรืออะไรก็ตาม...มันก็ไม่ใช่ประเด็น

“วันนี้ให้เราไปอยู่เป็นเพื่อนมั้ย”นาพูดขึ้น

“เออ...แล้วแต่ดิ   วันนี้แม่ไม่อยู่ด้วย”

“แล้วจะกินอะไรเปล่าเดี่ยวเราซื้อเข้ามาให้”

“อะไรก็ได้”ผมตอบ “เอาเป็นที่มีเนื้อเยอะๆนะไม่ชอบผัก”

“อยู่ม.5 แล้วยังไม่ยอมกินผักอีกนะ”

“ก็ไม่ชอบนี้หว่า”

“ขึ้นมานั่งบนจักรยานก็ไม่ว่าหรอกนะ”นาบอก

“ไม่ต้องหรอกเดี่ยวก็ถึงแล้วละ”

“….”

โดยปกติดแล้ว...ผมกับนา...ได้คุยกันแบบนี้หรือเปล่านะ

ถ้าจำไม่ผิด...จะเป็นพวกข้างหน้าหรือเปล่านะที่คุยกันตลอดเวลากลับบ้านแล้วปกติดนาเดินคุยกับใครนะ

ผมหันไปมองข้างหลังก็พบเพื่อนของนาที่เดินออกมาด้วยกัน

ปกติแล้วนามักจะอยู่กับกลุ่มนี้ไม่ใช่หรอ...เมื่อมองย้อนกลับไป

‘มีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไปหรือเปล่านะ?’

เป็นคำถามที่แล่นเข้ามาในหัวผม...

“นา”ผมเรียกเธอ

“อยากกินอะไรอีกหรอ?”

“ขอบคุณนะ”ผมบอก...คิดว่านี้คงเป็นคำพูดที่เหมาะที่สุดแล้วละ

“อืม…”

แด่เส้นทางที่แสนสั้น

หรือเส้นทางที่ยาวไกล

อาจมีบางวันที่เราต้องเดินคนเดียว

หรือคิดว่าเดินอยู่คนเดียว

แต่บางวันก็มีคนที่เดินอยู่ข้างหน้าเรา

หรือบางคนก็เดินอยู่ข้างหลังเรา

แต่ลองคิดดู...ในวันทีเราไม่สามารถเดินได้อย่างเก่า

มีซักกี่คนที่พร้อมจะเดินอยู่ข้างๆ  บนถนนแห่งนี้

“ขอบคุณนะ...ที่เดินข้างๆ”

 

ลงนาม::แสงแรก

edit @ 2 May 2012 10:03:54 by //แสงแรก\\

Comment

Comment:

Tweet

เดินไปสะบัดแขนขาท่าจะดีหายปวด อิอิ

confused smile confused smile

#8 By ปิยะ99 on 2012-05-06 09:09

>นอกเรื่อง<
กลับมาอีกทีเพื่อจะบอกว่า
ฉันยังไม่70นะคะ (ฮา)
แค่ 69 กับอีก10เดือน question
ฉันพึ่งจะสิบสี่เองค่ะ confused smile

#7 By แก่งคอย on 2012-05-03 22:33

อ่านจบแล้วเหมือนถูกชกหน้า

อยู่ในสภาวะหาคนมาเดินข้างๆ
แต่หานานไปหน่อยแล้วมั้งเนี่ย 55555double wink

#6 By Bluezy* on 2012-05-03 20:26

อยากมีคนมาเดินข้างๆมั่งจังเลย

#5 By i'm planing on 2012-05-03 20:04

แค่เธออยู่ข้างๆ ...
big smile

#4 By แก่งคอย on 2012-05-03 10:30

เรื่องจริง เรื่องแต่ง ?

#3 By GotACurvedSword on 2012-05-02 18:17

ทั้งแม่ แฟน และเพื่อน ล้วนเดินเคียงข้าง
ทำให้เราไม่ต้องโดดเดี่ยวopen-mounthed smile
หาคนมาเดินข้างๆบ้างน่าจะดีนะเนี่ย sad smile sad smile

#1 By ||┃Junshoku|┃||┃ on 2012-05-02 12:31